Website Banner



จำนวนผู้เข้าชมวันนี้ 4
จำนวนผู้เข้าชมเดือนนี้ 1539
จำนวนผู้เข้าชมเดือนที่แล้ว 2754
รวมผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด 93495

สมาธิแสงสว่าง


 

    Jyoti Meditation 


องค์ภควัน ศรี สัตยาไสบาบา กล่าวว่า.....
     สมาธิที่แท้จริงคือการที่จิตใจของเราอยู่กับพระเจ้า พุทธะ  หรือจิตบริสุทธิ์ตลอดเวลา มันเป็นสภาวะที่
 จิตใจของเราผูกพันอย่างแนบแน่น จนกลมกลืนเป็นอันหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าหรือจิตบริสุทธิ์ ซึ่งสภาวะนี้ทุกคน
 สามารถฝึกฝนให้บรรลุได้ด้วยความเพียรพยายาม และพรของพระผู้เป็นเจ้าหรือพระผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพ

    องค์ภควัน ศรี สัตยาไสบาบา เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ ท่านเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าในร่างมนุษย์ ท่านได้ให้คำสอน ให้พรและปัญญา รวมถึงเคล็ดลับของการฝึกสมาธิที่เหมาะสมและได้ผล อันเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ที่จะนำพามนุษยชาติให้รอดพ้นจากความชั่ว ความทุกข์ อวิชชาและได้รับสันติสุขที่แท้จริง

    รูปแบบของสมาธิอาจมีหลายรูปแบบ แต่สมาธิโดยใช้แสงสว่างที่ท่านไสได้สอนนี้ เป็นวิธีการที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาหรือลัทธิใด ๆ ทั้งสิ้น แต่กลับเป็นแบบสากลที่ให้ประโยชน์มากที่สุดสำหรับยุคนี้ หลายคนคิดว่าการฝึกสมาธิแบบนี้ง่ายและไม่ซับซ้อน คงเป็นเพียงการฝึกเพื่อผ่อนคลาย อาจเหมาะสำหรับเด็ก ๆ และคงจะไม่ทำให้เกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงความจริงหรือความหลุดพ้นได้  ตรงกันข้าม ท่านไสได้กล่าวว่าการฝึกด้วยวิธีนี้เหมาะกับทุกศาสนิกชนทุกเพศ ทุกวัย(ควรเริ่มต้นแต่เยาว์วัยอีกด้วย) และมันสามารถส่งผลให้ถึงขั้นเกิดปัญญาพ้นทุกข์ สู่ความหลุดพ้นได้แน่นอน และก่อนที่จะไปถึงจุดนี้ เรายังได้รับการผ่อนคลายเป็นผลพลอยได้อีกด้วย

    เมื่อเราเข้าสู่สภาวะที่ลืมความคิด ลืมตัวตนของเราโดยสิ้นเชิงและตระหนักเพียงแสงสว่างเท่านั้น นั่นเป็นสภาวะของความปิติ มีแต่แสงสว่างและปัญญาก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ มันเป็นอีกมิติหนึ่งที่เหนือการบรรยาย เหนือการ
ควบคุมบังคับที่เกิดจากจิตใจของตัวเองได้


 เหตุผลของการใช้แสงสว่าง
    ท่านไสได้กล่าวว่า....ถ้าเราไปเอาทรายมาจากกองทราย หรือเอาน้ำมาจากบ่อ ในไม่ช้าทรายและน้ำก็จะหมดไป แต่เราสามารถเอาแสงสว่างจากเทียนเล่มหนึ่งไปจุดต่อไปอย่างไม่มีจำกัด และแสงสว่างก็มิได้ลดน้อยลงไปแต่อย่างใด อนึ่ง ไม่ว่าเราจะนึกถึงพระเจ้าหรือจิตบริสุทธิ์ในรูปหรือนามใดก็ตาม ที่สุดแล้วพระเจ้าก็ไม่เป็นเพียงรูปหรือนามนั้น แต่พระเจ้าอยู่เหนือรูปและนามเหล่านั้น ด้วยเหตุผลนี้เองผู้คนในอดีตกาลจึงได้ใช้แสงสว่างเป็นสัญลักษณ์เพราะมีความใกล้เคียงพระเจ้าที่สุด และแสงสว่างยังเป็นสัญลักษณ์ของความรักความเมตตา ความจริง ความดี ความงาม และเป็นตัวชำระล้างที่จะนำไปสู่ความบริสุทธิ์ที่ดีที่สุด นอกจากนี้ชนทุกชาติทุกศาสนาต่างก็ยอมรับและให้ความเคารพกับสัญลักษณ์นี้

การฝึกสมาธิด้วยแสงสว่าง 

      จะเริ่มต้นฝึกฝนโดยการนึกถึงแสงสว่าง และนำแสงสว่างไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อเป็นอุบายให้จิตใจคล้อยตามไปในทางที่ถูกต้อง จนกระทั่งจิตใจสงบขึ้น ในการเริ่มทำสมาธิรวมถึงการนึกคิดหรือรู้ตัวอยู่ว่ากำลังทำสมาธิ นั่นไม่ใช่สมาธิที่แท้จริง เพราะสมาธิที่แท้อยู่เหนือการนึกคิด เมื่อจิตใจสงบนิ่งดีแล้ว และกำลังจะแผ่ขยายแสงสว่างออกไปจากตัวเรา ตอนนี้เองที่ร่างกายและตัวตนจะถูกลืมเลือนและจมดิ่งลึกอยู่กับแสงสว่างที่กระจายออกไปปรากฏอยู่ในทุกชีวิต ทุกหนทุกแห่ง นี่คือการเริ่มเข้าสู่สมาธิที่แท้จริง

 ขั้นตอนการฝึกสมาธิแสงสว่าง

    1. ควรฝึกในตอนเช้า ช่วง 3.00 - 6.00 น. จะเป็นเวลาที่ดีที่สุด
    2. ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำก่อน ถ้าง่วงมากก็ให้อาบน้ำเพื่อให้หายง่วง
    3. ควรนั่งในท่าที่สบายแผ่นหลังตั้งตรง เพราะในขณะที่ฝึกจะมีพลังงานที่สำคัญไหลผ่านตัวเรา การนั่งหลังตรงเพื่อให้พลังงานถ่ายเทขึ้นลงโดยสะดวกและนั่งบนผืนผ้าหรือพรมรองระหว่างตัวเรากับพื้น เพราะผ้าหรือพรมจะทำหน้าที่เป็นฉนวนกั้นมิให้พลังงานไหลลงสู่ดินไปหมด
    4. เตรียมเทียนไขหรือตะเกียงแล้วจุดไฟให้เกิดแสงสว่างขึ้นมา
     
      ก่อนที่จะเริ่มฝึกควรมีการสวดมนต์เล็กน้อย (บทสวดอะไรก็ได้ที่จะทำให้จิตใจเราเบิกบานและสงบ) จากนั้นก็ให้เฝ้าดูลมหายใจเข้าออก ถ้าเป็นชาวพุทธอาจภาวนาคำว่า " พุทโธ " หายใจเข้า " พุท " หายใจออก " โธ "หรืออาจภาวนาคำว่า " โซฮัม " โดยหายใจเข้า " โซ " หายใจออก " ฮัม "ภาวนาเช่นนี้ประมาณ 2 - 3 นาที ( " โซ " เป็นเสียงของลมหายใจเข้า มีความหมายว่าพระเจ้าหรือจิตบริสุทธิ์ " ฮัม " เป็นเสียงของลมหายใจออกหมายถึงตัวเรา เมื่อรวมกันก็มีความหมายว่า เราคือพระเจ้าหรือจิตบริสุทธิ์และเมื่อจิตใจสงบนิ่งดีแล้ว ทั้งสองเสียงก็จะผสมกลมกลืนกันกลายเป็นเสียง
" โอม " อันเป็นเสียงแรกเริ่มของชีวิต ซึ่งรวมทั้งหมดก็หมายถึง ตัวเรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกันแยกกันไม่ออก )

      ขั้นต่อไปคือให้จ้องที่แสงเทียนสักครู่หนึ่ง จนหลับตาก็สามารถนึกเห็นภาพแสงเทียนนั้นได้ ท่านไสได้แนะนำให้ใช้แสงเทียน ซึ่งเป็นแสงสว่างที่มีรูปร่าง เพราะจะเป็นการง่ายและดีกว่าการจินตนาการถึงแสงสว่างที่ปราศจากรูปร่าง

 จากนั้นนำแสงสว่างเข้ามาทางหน้าผากระหว่างคิ้วทั้งสองของเรา
ให้ทั่วบริเวณศีรษะของเราเต็มไปด้วยแสงสว่าง บอกกับตนเองในใจว่า
เราจะคิดแต่สิ่งที่ดี
นำแสงสว่างเคลื่อนลงมาที่บริเวณหัวใจของเรา ให้จินตนาการว่าตรงบริเวณหัวใจของเรานั้นมีดอกบัว และเมื่อดอกบัวได้รับแสงสว่าง ดอกบัวก็เบ่งบานออกมาสวยงาม
แสงสว่างจะชำระล้างความคิดและความรู้สึกที่ไม่ดีต่างๆให้หมดไปจากหัวใจของเรา
ในหัวใจของเราก็จะไม่มีความมืดอีกต่อไปมีแต่ความบริสุทธิ์และความใสสว่าง
นำแสงสว่างจากหัวใจไปที่แขนและมือทั้งสองข้าง ให้มือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยแสงสว่าง
บอกกับตนเองในใจว่า เราจะใช้มือทั้งสองข้างทำแต่สิ่งที่ดี ๆ
และจะรับใช้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกอยู่เสมอ
นำแสงสว่างไปที่ขาและเท้าทั้งสองข้าง ให้เท้าทั้งสองข้างเต็มไปด้วยแสงสว่าง
บอกกับตนเองในใจว่า เราจะเดินก้าวหน้าไปในทางที่ดีๆ ไปยังสถานที่ดีๆและพบกับคนดี
นำแสงสว่างกลับขึ้นมาที่ปากและลิ้นของเรา ให้ปากและลิ้นของเราเต็มไปด้วยแสงสว่าง
บอกกับตนเองในใจว่า เราจะพูดแต่สิ่งที่ดี พูดแต่ความจริง
พูดในสิ่งที่สมควรและพูดเท่าที่จำเป็น
นำแสงสว่างไปที่หูทั้งสองข้าง ให้หูทั้งสองข้างเต็มไปด้วยแสงสว่างบอกกับตนเองในใจว่า
เราจะฟังและรับรู้แต่สิ่งที่ดี
นำแสงสว่างไปที่ตาทั้งสองข้าง ให้ตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยแสงสว่าง
บอกกับตนเองในใจว่าเราจะมองและเห็นแต่สิ่งที่ดีในทุกสิ่งทุกอย่าง

    นำแสงสว่างกลับมาที่ศีรษะของเราอีกครั้งหนึ่ง ให้คิดว่าศีรษะของเราเต็มไปด้วยแสงสว่างอันเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น จากนั้นก็กระจายแสงสว่างนี้ออกไปให้กับคุณพ่อ คุณแม่ ครู อาจารย์ เพื่อนมนุษย์ทุกคน(รวมทั้งศัตรูหรือคนที่เราเกลียด) สิ่งที่มีชีวิตทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือพืช และโลกของเรา ขอให้ทุกๆ คน ทุกๆ ชีวิต และทุกสิ่งทุกอย่างจงเต็มไปด้วยแสงสว่าง ขอให้เห็นว่าแสงสว่างที่อยู่ในตัวเราก็เป็นแสงสว่างอันเดียวกันที่มีอยู่ในตัวทุกๆคนและทุกๆชีวิตด้วย บอกกับตนเองในใจว่า เราอยู่ในแสงสว่าง แสงสว่างอยู่ในตัวเรา เราคือแสงสว่าง


 
      เมื่อถึงตอนนี้เราจะจบการนั่งสมาธิด้วยการแผ่เมตตา จากนั้นก็เก็บความรู้สึกที่สะอาด บริสุทธิ์ และใสสว่างในหัวใจนั้นไว้กับตัวเราตลอดทั้งวัน หรืออาจจะนึกถึงรูปหรือนามของพระเจ้าที่เราเคารพบูชา ขอให้ปรากฏอยู่ในแสงสว่างในหัวใจของเรา แล้วเก็บภาพและความรู้สึกนั้นไว้กับตัวเราตลอดทั้งวัน

      การลำดับของแสงสว่างจะเริ่มจากหัวใจไปยังส่วนต่างๆของร่างกายซึ่งเราอาจจะเรียงลำดับก่อนหรือหลังอย่างไรก็ได้ แต่ขอให้จุดสุดท้ายเป็นแสงสว่างที่ศีรษะของเรา ท่านไสได้แนะนำให้เราฝึกเป็นประจำทุกวัน โดยอาจเริ่มจากวันละไม่กี่นาที จากนั้นก็ค่อยๆขยายเวลาออกไป ที่สำคัญคือขอให้ฝึกทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากเราได้ฝึกอย่างจริงจังและเป็นระบบแล้ว นั่นก็เท่ากับว่า เราได้มีการปลูกฝังแสงสว่าง ความคิด การมอง การฟังและพูดแต่สิ่งที่ดี อันจะส่งผลให้ตัวเราทำแต่สิ่งที่ดี และเป็นคนดีได้ในที่สุดด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณยิ่งขององค์ภควันศรีสัตยาไสบาบาที่ได้ให้คำสอนแห่งการดำเนินชีวิตทั้งทางโลกและจิตวิญญาณ การภชัน การฝึกสมาธิ การฝึกปฏิบัติยกระดับจิตใจ ฯลฯ อันเหมาะสมอย่างยิ่งกับยุคนี้ทั้งนี้ก็เพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงแห่งคุณค่าความเป็นมนุษย์อันศักดิ์สิทธิ์นี้

 ขอภาวนาให้พรขององค์ภควันศรีสัตยาไสบาบา องค์อวตารแห่งพระผู้เป็นเจ้าในยุคนี้ จงสถิตอยู่กับทุกท่าน
ที่พากเพียรปฏิบัติตนและนำทางให้ตระหนักถึงความจริง พ้นจากความทุกข์ มีความสงบสุข ตลอดจนสามารถ
ข้ามพ้นมายาและห้วงวัฏสงสารอันแสนจะข้ามได้ยากยิ่งนี้ด้วยเทอญ


 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 34