Website Banner





ตอนที่ ๑๗...พบองค์ภควันครั้งแรก

      เมื่ออธิษฐานเสร็จก็ลืมตาขึ้น เวลาขณะนั้น ๑๗.๐๐ น. ท้องฟ้าปลอดโปร่ง แสงแดดยามเย็นอ่อนแสงลงไปมากแล้ว สายตาทุกคู่ที่ไม่ได้หลับต่างจ้องไปณ ที่ตัวอาคารอย่างจดจ่อ
    
     ครั้นแล้วตรงหัวมุมอาคารชั้นล่าง ปรากฏบุคคลผู้หนึ่งรูปร่างสันทัดค่อนข้างเล็ก
แต่งกายด้วยเสื้อคลุมยาวจนกรอมพื้น แขนยาวถึงข้อมือ สีแสดจนเกือบแดง 
ผมฟูกลมบนศรีษะราวกับวงรัศมี ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้า
แขนข้างซ้ายแนบอยู่กับลำตัว มือจับเสื้อคลุมนั้นยกขึ้นเล็กน้อย
มือขวามักจะยกขึ้นมาสูงราวหน้าอก ตะหวัดพลิกมือไปมาคล้ายกับฉงน 
   
        เดินมาทางด้านที่พวกผู้หญิงนั่งอยู่เริ่มจากหัวแถวมาเรื่อยๆ ผู้คนที่นั่งอยู่ต่างแสดงความคารวะโดยใช้มือแตะที่เท้า หรือบางทีก็เสื้อคลุมขององค์ภควันแล้วนำมาลูบศีรษะ หน้า ตามตัวของตนเอง บางคนก็ยื่นของให้แตะเพื่อความเป็นศิริมงคล หรือส่งซองจดหมายซึ่งอาจจะบ่งบอกถึงความทุกข์ องค์ภควันจะเดินผ่านช้าๆ ทักทายพูดคุยกับบางคนบ้าง บางคนอาจจะบอกถึงความเจ็บป่วย เพราะเห็นองค์ภควันโบกมือเป็นวงกลมในอากาศอย่างรวดเร็ว แล้วก็ส่งวิภูติให้หลายคนรับประทาน ความรู้สึกของข้าพเจ้าเบาสบายคล้ายตัวลอยอบู่บนเมฆ มองเห็นแสงสีรุ้งรอบตัวองค์ภควันกระจ่าง ราวกับแสงรุ้งนั้นเป็นวงกลมรอบดวงอาทิตย์สีแดงยามใกล้จะลับขอบฟ้า นี่เองคือต้นเค้าของพลังแสงสีรุ้ง ซึ่งกระจ่างครอบคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ โดยมีละอองน้ำในบรรยากาศเป็นพาหะ และแสงสีรุ้งนี้คล้ายกับแสงสีรุ้งที่ข้าพเจ้าได้เห็นด้วยตาเนื้อธรรมดาบนก้อนเมฆ ขณะเมื่อนั่งเครื่องบินจากโคลัมโบถึงมัทราสนั่นเอง

        ขณะเมื่อองค์ภควันโบกมือเป็นวงกลมเล็กๆ ไปมาในอากาศ แสงสีรุ้งนั้นยิ่งเข้มขึ้นจนมองไม่เห็นตัวองค์ภควัน ยิ่งเดินใกล้กลุ่มคณะเราเข้ามา เห็นได้ชัดว่า พลังแสงสีรุ้งนั้นได้อาบไปทั่วตัวของผู้คนที่นั่งอยู่นั้นทุกคน แล้วแต่ว่าใครจะดูดซึมไว้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่สีหน้าและสายตาของทุกคนแสดงถึงความอิ่มเอิบเบิกบานใจฉาบฉายให้เห็นได้อย่างชัดเจนโดยทั่วกัน

        เมื่อองค์ภควันเดินทาถึงกลุ่มคณะเรา คุณชลิกาเป็นคนแรกที่ยื่นส่งของไปตรงหน้า องค์ภควันได้ยื่นมือมาแตะที่ของนั้นพร้อมทั้งพูดว่า "Good morning" (อรุณสวัสดิ์) ทุกคนได้ยินชัดเจน ข้าพเจ้ากำลังนึกอยู่ว่า ตอนนี้เป็นตอนเย็น ทำไมนะองค์ภควันจึงทักว่า "Good morning" ก็พอดี คุณนวลจันทร์ก็ได้ส่งซองจดหมายฉบับหนึ่งให้องค์ภควัน (ได้ทราบภายหลังว่าเป็นรายชื่อของคณะเราทุกคน) พร้อมทั้งกล่าวบอกว่า คณะเรามาจากประเทศไทย องค์ภควันย้ำว่า "ไทยแลนด์" แล้วก็ถามว่ามาทั้งหมดกี่คน พร้อมทั้งกรุณารับซองจดหมายและแตะของให้คณะเราทุกคนที่ยื่นให้ แล้วจึงได้เดินผ่านไปช้าๆ การพูดตอบโต้ทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับข้าพเจ้าเองไม่ได้พูดอะไรกับองค์ภควันและไม่ได้ให้ช่วยแตะอะไรให้เลย ได้แต่ตั้งจิตอธิษฐานบอก "ขอให้องค์ภควันจงได้รับทราบและรู้จักคณะเราทุกคน พร้อมทั้งขอให้คณะเราทุกคนได้เป็นตัวสื่อพลัง นำสิ่งที่ดีงามอันจะพึงมี และอันจะพึงได้รับไปให้แก่ใครๆ ที่เราทุกคนเข้าไปเกี่ยวข้อง รวมทั้งขอให้องค์ภควันจงอวยพรให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และประชาชนในผืนแผ่นดินไทย ให้ได้พบแต่สันติสุขโดยทั่วกัน และขอให้ทุกคนที่คอยเฝ้ากราบนมัสการองค์ภควันอยู่ในขณะนี้ จงได้รับแสงสว่างและสันติสุขจากองค์ภควันทุกคนด้วยเถิด"

       องค์ภควันได้เดินผ่านผู้คนไปเรื่อยๆ ช้าๆ จนถึงกลุ่มผู้ชายที่นั่งเรียงแถวกันอยู่ บางครั้งได้เรียกบุคคลบางคน หรือบางกลุ่มให้เข้าไปคอยอยู่ในตัวอาคารเพื่อจะได้พบกับองค์ภควันเป็นการส่วนตัว บุคคลเหล่านั้นก็จะรีบลุกขึ้นและเดินแหวกผู้คนไปด้วยสีหน้าปลื้มปิติ องค์ภควันเดินผ่านคณะเราไปแล้ว โดยไม่ได้เรียกให้เข้าไปเพื่อจะพบเป็นส่วนตัว เพียงแต่แค่ทักทายนิดหน่อยเท่านั้นเอง คณะเราทุกคนยังมีความหวังอย่างใจจดใจจ่อว่า บางทีองค์ภควันอาจจะเรียกอาจารย์พร หรืออาจารย์ศิริ หรือแม้แต่นายแชร์แมน ซึ่งเคยเป็นสานุศิษย์ของท่านบ้าง โดยได้นัดกันว่า ถ้าเป็นอานิสงส์ของกุศลของใครก็ตามในคณะเรา เป็นสื่อให้องค์ภควันเรียกไปพบเป็นส่วนตัวละก้อให้ทุกคนในคณะติดตามกับไปด้วยกันทั้งหมด แต่ก็มองไม่เห็นใครในขณะเราลุกขึ้นหรือถูกเรียกเลย สายตาทุกคู่จ้องมองตามองค์ภควันจนเดินกลับลับหายเข้าไปในตัวอาคาร คงจะไปพบกับกลุ่มคนผู้โชคดีที่ถูกเรียกเข้าไป ให้ได้มีโอกาสใกล้ชิดและพูดคุยกับองค์ภควันเป็นส่วนตัว เราทุกคนต่างดีใจและอนุโมทนาด้วยกับคนเหล่านั้น

        แม้องค์ภควันจะเข้าไปในอาคารแล้ว ผู้คนส่วนมากก็ยังคงนั่งกันอยู่ที่เดิม รอเวลาสวดมนต์เพลงภชัน สำหรับคณะเราได้เดินออกมาจากบริเวณสนามทรายนั้น เพื่อที่จะได้พบกับนายเมอร์เฟ็ตและภรรยา คณะเราได้พบและได้นั่งพูดคุยกับนายเมอร์เฟ็ตที่ใต้ต้นไม้ ใกล้ๆบริเวณสนามทรายนั่นเอง ทั้งสองสามีภรรยาเป็นบุคคลผู้มีอัธยาศัยไมตรีดีมาก เมื่อเทียบกับชนชาวยุโรปทั่วๆ ไป และเขาแสดงออกซึ่งความดีใจที่ได้รู้จักกับคณะเรา ที่แปลหนังสือของเขาซึ่งเกี่ยวกับองค์ภควัน เป็นภาษาไทยพิมพ์ออกเผยแพร่ เขาบอกว่า เขาได้บอกเรื่องราวของคณะเราให้องค์ภควันทราบ องค์ภควันยังถามจากเขาว่า "คณะเราจะเดินทางมาประศานตินิลยัมเมื่อไร" ซึ่งเขาเองก็ตอบองค์ภควันว่า "ไม่ทราบเหมือนกันว่าคณะเราจะเดินทางมาถึงเมื่อไร เพียงแต่มีจดหมายติดต่อกันว่าคณะเราจะเดินทางมาเท่านั้นเอง โดยไม่ได้บอกกำหนดแน่นอนว่าเมื่อไรแน่" องค์ภควันจึงได้แต่พยักหน้ารับทราบเท่านั้นเอง


 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 172