Website Banner





ตอนที่ ๑๖...ระเบียบและกิจวัตรภายในอาศรมประศานตินิลยัม

      เจ้าหน้าที่ได้อธิบายชี้แจ้งถึงระเบียบการของการเข้ามาพัก ณ ที่ประศานตินิลยัมนี้ว่า ทุกคนต้องรักษาความสงบ เพราะที่นี่เป็นสถานที่ปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ที่สำหรับท่องเที่ยวหาความสนุกสนานสำราญ

        เวลา ๐๔:๐๐ น.        ของทุกวันจะมีเสียงระฆังเป็นสัญญาณปลุกให้ตื่น
   เวลา ๐๔:๓๐ น. 
   เสียงระฆังปลุกจะเตือนอีกครั้งหนึ่ง
   เวลา ๐๕:๐๐ น. 
   เป็นเวลาสวดโอมการ์ (ทุกคนจะต้องกล่าวคำว่า "โอม" ๒๑ ครั้ง)
 สุปราภาทัม แล้วเดินสวดมนต์เพลงภชันรอบอาศรม
   เวลา ๐๗:๐๐ น. 
   เวลารับประทานอาหารเช้า
   เวลา ๐๙:๐๐ น. 
   เป็นเวลาที่องค์ภควันออกมาดารชัน
   เวลา ๑๑:๐๐ น. 
   เป็นเวลาสวดมนต์เพลงภชัน
   เวลา ๑๒:๐๐ น. 
   เป็นเวลารับประทานอาหารกลางวัน
   เวลา ๑๕:๐๐ น. 
   เป็นเวลารับประทานอาหารว่าง - น้ำชา
   เวลา ๑๗:๐๐ น.
   เป็นเวลาที่องค์ภควันออกมาดารชันอีกครั้งหนึ่ง
   เวลา ๑๘:๐๐ น.
   เป็นเวลาสวดมนต์เพลงภชันตอนเย็น
   เวลา ๑๙:๐๐ น.
   เป็นเวลารับประทานอาหารเย็น

        เวลาหลังจาก ๒๑ นาฬิกา แล้วควรจะอยู่แต่ในห้องพัก ไม่อนุญาตให้เดินพลุกพล่าน เหนือสิ่งอื่นใด การเข้ามาพักอยู่ในอาศรมประศานตินิลยัมนี้ เรื่องเสียงดังเป็นสิ่งที่ต้องระวังให้มาก และพร้อมทั้งแนะนำว่าทุกคนควรจะมีหนังสือคู่มือ ซึ่งมีขายที่ห้องขายหนังสือของอาศรม

        กว่าเจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำเสร็จก็เป็นเวลาเกือบบ่ายสองแล้ว คณะเราจึงได้เดินไปซื้อคูปองและไปยืนเรียงคิวรับประทานอาหารน้ำชาที่โรงอาหาร ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องเจ้าหน้าที่นั่นเอง ตึกโรงอาหารแบ่งเป็น ๒ ตอน สำหรับผู้ชายส่วนหนึ่ง ผู้หญิงอีกส่วนหนึ่งไม่ปะปนกัน จากนั้นทุกคนก็กลับห้องพักเตรียมตัว เพื่อรอคอยองค์ภควันออกมาดารชัน ซึ่งในขณะนั้นทุกคนก็ยังไม่มีใครทราบว่า ดารชัน นั้นคืออะไร

        ๑๖ นาฬิกาเศษนิดหน่อย เห็นผู้คนมากมายเหลือเกินเดินกันขวักไขว่ออกจากตามตึกอาคารที่พักของตัวเองตรงมายังอาคารหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของบริเวณอาศรม และเป็นตึกหลังแรกที่ข้าพเจ้าเหม่อมองเห็นแสงสว่างสีรุ้งกระจ่างรอบเมื่อตอนที่เข้ามาถึงครั้งแรกนั่งเอง อาคารหลังนี้ตั้งอยู่ในเนื้อที่ราว ๔ ไร่ สร้างด้วยปูนเป็นตึก ๒ ชั้น ชั้นบนสร้างเป็นหลังคารูปโดมใหญ่ตรงกลาง มีโดมเล็กขนาบ ๒ ข้าง คล้ายพระปรางค์ ๓ ยอดเมืองลพบุรี แต่มนและเตี้ยกว่า ตกแต่งด้วยรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ เป็นศิลปะแบบชาวฮินดู ทั้งอาคารทาด้วยสีฟ้าเทาๆ จางๆ สีขาว สีชมพู กลมกลืนมองดูเย็นตาให้ความรู้สึกบางเบา หน้าตึกเป็นรูปปั้นพระพิฆเนศ รอบตัวอาคารเป็นสนามทรายละเอียด มีขอบรั้วเป็นปูนเตี้ยๆ เพียงเพื่อแสดงให้ทราบถึงขอบเขตเท่านั้น เว้นเป็นทางเข้าทั้ง ๔ ด้าน รั้วไม่ติดต่อกัน ใกล้ๆ ริมรั้วมีต้นมะพร้าวต้นเตี้ยปลูกเรียงเป็นแถว ภายในอาณาบริเวณขอบเขตรั้วนี้เวลาปกติห้ามผู้คนเดินเข้าไปพลุกพล่าน จะมีเจ้าหน้าที่นั่ง หรือเดินอยู่บริเวณใกล้ๆ นั้นคอยเตือน เมื่อใครทำเสียงดัง เพราะมักจะมีผู้คนมานั่งทำสมาธิตามใต้ต้นไม้ใกล้ริมขอบรั้วนี้เสมอ องค์ภควันพักอยู่ภายในอาคารหลังนี้เอง นอกบริเวณรั้วออกมามีต้นไม้ใหญ่หลายต้นให้ร่มเงา เมื่อใบไม้หล่นลงไปที่สนามทราย ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยเก็บ ดังนั้นสนามทรายนี้จึงมองดูเรียบและขาวสะอาดมาก


ประศานตินิลยัมเมื่อหลายปีก่อน

         คณะเราก็ได้เดินตามผู้คนเหล่านั้นไปที่อาคารหลังนี้เช่นเดียวกัน โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดให้ทุกคนไปนั่งเข้าแถวต่อกันไปด้านหลังเรื่อยๆ โดยผู้ชายกับผู้หญิงอยู่กันคนละด้านไม่ปะปนกัน แถวหนึ่งประมาณร้อยคนเศษ เมื่อนั่งเข้าแถวจนไม่มีผู้คนเดินขวักไขว่ เจ้าหน้าที่จะนำเบอร์มาให้คนหัวแถวแต่ละแถวจับ แล้วก็จะเรียกแต่ละแถวตามเบอร์ที่จับได้ ให้เดินเข้าไปนั่งในที่บริเวณสนามทรายภายในรั้วของอาคารหลังนี้ นั่งเรียงกันเป็นแถวเริ่มจากรูปปั้นพระพิฆเนศ ต่อมาเรื่อยๆ จนกว่าคนจะหมด ดังนั้นบริเวณสนามทรายหน้าอาคารขององค์ภควัน ซึ่งที่นั่นเขาเรียกมันว่า มณเฑียร ก็จะเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ผู้ชายและผู้หญิงจะอยู่กันคนละซีก โดยมีรูปปั้นพระพิฆเนศเป็นจุดกลาง ในวันที่คณะเราไปร่วมด้วยนี้มีผู้คนราวสี่พันถึงห้าพันคน แต่ขณะที่กำลังจัดเตรียมเข้าแถวและเข้าไปนั่งคอยองค์ภควันนี้ ไม่มีเสียงดังเลย ต่างคนต่างทำตามๆ กันโดยอัตโนมัติ ได้ทราบว่าเจ้าหน้าที่ที่คอยให้คำแนะนำนี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาสาสมัครทั้งสิ้น คณะเราก็ได้นั่งแถวติดต่อกันไปกับคนอื่นๆ ในครั้งแรกนี้ปรากฏว่าได้นั่งเป็นแถวที่ ๒ สำหรับอาจารย์พร อาจารย์ศิริ นายแชร์แมนและคุณกิตติ ไปนั่งด้านผู้ชาย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมองไม่เห็นว่าได้ไปนั่งอยู่อย่างไร เมื่อผู้คนเข้ามาในบริเวณจนหมดแล้ว ส่วนมากก็จะนั่งสมาธิ ถึงจะมีพูดคุยกันบ้างก็กระซิบกระซาบ

        เมื่อได้ที่นั่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าได้บอกทุกคนในคณะว่า "ขอให้ทุกคนอธิษฐานรับพลังที่ดีงามจากองค์ภควัน เพราะพลังที่ดีงามซึ่งเปล่งประกายมาจากองค์ภควันสู่ทุกคนนั้นเท่าๆ กัน แต่ใครจะรับได้มากหรือน้อยก็อยู่ที่พื้นกุศล หรืออกุศลของแต่ละคนเองว่าใครจะเป็นเสมือนทราย ดิน หรือหิน หรือถ้าเป็นกระดาษ ก็แล้วแต่ว่าใครจะเป็นกระดาษซับ หรือกระดาษธรรมดา และให้ทุกคนพยายามเข้าสมาธิบอกกล่าวเรื่องของตัวเองแก่องค์ภควัน" สำหรับข้าพเจ้าเองเมื่อบอกใครๆ แล้วก็ได้มองเข้าไปในตัวอาคาร นึกในใจว่า องค์ภควันจะอยู่ส่วนไหนหนอ เมื่อไหร่จะออกมาปรากฏกายให้ได้กราบนมัสการ และจะออกมาทางด้านใด นึกพลางก็หลับตาลง ตั้งจิตให้เป็นสมาธิ อธิษฐานน้อมกราบองค์ภควัน พร้อมทั้งบอกกล่าวองค์ภควันซ้ำอีก (ถ้าองค์ภควันได้รับทราบตั้งแต่ครั้งแรกแล้วคงจะนึกตำหนิว่า ช่างซ้ำซากเสียจริงๆ.....แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อไม่มีความแน่ใจว่าองค์ภควันรับทราบแล้วหรือยัง จึงต้องตั้งจิตอธิษฐานบอกกล่าวอีก) ว่าคณะเรามี ๑๘ คนมี (นึกเอ่ยชื่อของทุกคนรวมทั้งอาชีพด้วย) มาจากประเทศไทยซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของอินเดีย กับมิสเตอร์ เค.เอส.นายดู จากบังกาลอร์ มาน้อมกราบองค์ภควัน ขอองค์ภควันได้แผ่ความเมตตาให้ความกระจ่าง ให้ได้พบแสงสว่าง อันจะนำพาไปสู่หนทางอันถูกต้อง และขอสันติสุขจงบังเกิดขึ้นในผืนแผ่นดินไทยด้วยเถิด...


 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 171