Website Banner





ตอนที่ ๑๔...เกิดปัญหาเรื่องรถ แต่แล้วก็แก้ไขได้ด้วยบารมีขององค์ภควัน

     พอลืมตาตื่นขึ้น คุณวรรณี อากาศฤกษ์ ได้เอ่ยถามข้าพเจ้าขึ้นว่า "พี่เล็กจะไม่ลองถามพ่อฤาษีดูหรือว่า จะทำอย่างไรต่อไป พี่นวลกำลังอารมณ์ไม่ดีเพราะรถโค๊ชคันที่มาส่งคณะเรา เขาจะต้องกลับไปบังกาลอร์วันนี้เลย เขารอเราอยู่ไม่ได้ เพราะไม่ได้ตกลงกันไว้ก่อนว่า จะต้องให้เขารอจนกว่าคณะเราจะกลับ" ข้าพเจ้ารู้สึกงงงันและใจหาย เราจะแก้ปัญหากันอย่างไร ถ้ารถกลับไปก่อนวันนี้ แล้วพอถึงวันที่คณะเราจะกลับล่ะ จะมีรถที่ไหนกลับกัน คณะเราก็หลายคนเสียด้วย ต้องใช้รถคันใหญ่ จึงได้เข้าสมาธิกราบเรียนถามพ่อฤาษีว่า ควรจะปฏิบัติอย่างไร ในเมื่อรถโค๊ชที่มาส่งคณะเราจะต้องกลับวันนี้ให้ได้ พ่อฤาษีบอกว่า "ในเมื่อเข้ามาอยู่ในขอบข่ายขององค์ภควันแล้วจงวางใจ ไม่ต้องวิตกกังวลอะไรทั้งสิ้น"

        ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเดินตามหาอาจารย์พรและคนอื่นๆ ซึ่งขณะนั้นต่างก็กำลังพากันชมดูในห้องประชุมใหญ่ของอาศรมประศานตินิลยัม ซึ่งปกติแล้วไม่ได้เปิด จะเปิดก็เฉพาะในเวลามีพิธีใหญ่เท่านั้น แต่ในวันนี้จากการขอร้องของนายแชร์แมน ด้วยความมีอัธยาศัย เจ้าหน้าที่จึงได้เปิดให้คณะเราเข้าไปชมได้ ห้องประชุมนี้กว้างใหญ่มาก เป็นห้องโถงบรรจุคนได้ราว ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ คน คล้ายกับหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือมีความยาวขนาดเดียวกันแต่กว้างกว่ามากและเป็นชั้นเดียว ไม่มีเก้าอี้ เวลากระทำพิธี ผู้คนนั่งกับพื้น มีเวทีอยู่ด้านหน้า ข้างเวทีประดับตกแต่ง เพื่อให้คนได้เคารพบูชา ประมวลไว้ด้วยภาพของลัทธิศาสนาต่างๆ ทุกศาสนา เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาบูชาไฟ รวมทั้งเทพเจ้าต่างๆ ของศาสนาฮินดู และมีภาพเหมือนเท่าคนจริงของท่านเชอร์ดิไสบาบา และขององค์ภควันอยู่ตรงกลาง ข้าพเจ้าเดินเข้าไปในห้องประชุมอันกว้างใหญ่นี้ รู้สึกว่าตัวเองเล็กกระจิดริด ในห้องประชุมนี้ไม่มีใครเลยนอกจากคณะเราเพียงไม่กี่คน

        ข้าพเจ้านั่งลงตรงกลางห้องประชุม ก้มลงกราบคารวะแล้วเข้าสมาธิ อธิษฐานจิตบอกกล่าวแต่องค์ภควันและบรรดามวลเหล่าเทพเจ้าโอปปาติกะอีกครั้งหนึ่ง ถึงการมาของคณะเราจากประเทศไทย และได้อธิษฐานบอกถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าขณะนี้ด้วย ความรู้สึกของข้าพเจ้าดิ่งลึกลงคล้ายถูกดึงดูด ได้ยินแต่เสียงคำว่า "โอม" และเสียงเพลงสวดผสมเสียงดนตรีก้องสะท้านสะเทือนเร่งเร้าถี่ยิบ ราวกับจะให้เสียงนี้เป็นเครื่องไปปลุกกระตุ้นให้บังเกิดอะไรขึ้นสักอย่างหนึ่ง (ถ้าใครเคยชมภาพยนต์อินเดียสมัยก่อน คงจะเคยได้เห็นภาพ ซึ่งบางครั้งเป็นพระเอก หรือนางเอก เมื่อมีความทุกข์ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้ ก็ร้องเพลงอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าให้ช่วย ถึงตอนที่เมื่อได้ยินเสียงอ้อนวอนแล้ว แม้พระผู้เป็นเจ้าก็ทนนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้) และมีความรู้สึกเสมือนหนึ่งถูกลมเป่าที่ศีรษะ เย็นวูบถึงด้านหลัง เมื่อรู้สึกตัวเต็มที่ข้าพเจ้าจึงได้เดินไปบอกอาจารย์พรว่าพ่อฤาษีพูดอย่างไรบ้าง ถึงปัญหาเกี่ยวกับเรื่องคนขับรถโค๊ชจะนำรถกลับ

        อาจารย์พรไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่เดินนำหน้าข้าพเจ้าออกมาจากห้องประชุม เห็นคุณนวลจันทร์กับนายแชร์แมนพูดคุยอยู่กับคนขับรถ ซึ่งอันที่จริงไม่น่าจะเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้น ถ้าเพียงแต่คนขับรถจะบอกให้คณะเราทราบก่อนจะเดินทางมาปุตตปาร์ตีว่า เมื่อเข้ามาส่งคณะเราแล้วจะรออยู่ไม่ได้ ก็จะได้แก้ปัญหาเหล่านี้เสียก่อน

        เป็นอันตกลงได้ว่า รถโค๊ชเดินทางกลับบังกาลอร์ตอนนั้นเลย โดยนายแชร์แมนถือเป็นธุระของเขาได้จัดส่งคนของเขาให้กลับไปบังกาลอร์กับรถด้วย เพื่อไปติดต่อหารถให้กลับมารับคณะของเรา ทุกคนดีใจอย่างบอกไม่ถูก มองดูเขาอย่างซาบซึ้งถึงน้ำใจ นายแชร์แมนเดินทางมากับคณะเราเพื่อที่จะมาแก้ปัญหาให้โดยแท้ ทำให้เกิดความรู้สึกว่า เขาคือสายสัมพันธ์นำคณะเราสู่สถานที่พำนักขององค์ภควันโดยสวัสดิภาพ

        เมื่อไม่มีปัญหาอะไรอีกแล้วข้าพเจ้าจึงได้เอ่ยชวนอาจารย์พรขึ้นว่า ให้ชวนอาจารย์ศิริ คุณนวลจันทร์ และนายแชร์แมนไปหา มร.เอ็น.กัสตูรี่ เลขานุการขององค์ภควันที่เราเคยเขียนจดหมายติดต่อ และนายเมอร์เฟ็ตว่า ตอนนี้เขาอยู่ประศานตินิลยัมหรือเปล่า อาจารย์พรบอกว่า "ไปหานายกัสตูรี่มาแล้ว ตอนนี้กำลังจะไปตามหานายเมอร์เฟ็ต" ปรากฏว่าทั้งอาจารย์พร อาจารย์ศิริ คุณนวลจันทร์และนายแชร์แมนได้ไปพบ มร.กัสตูรี่มาแล้ว ตอนที่ข้าพเจ้าตามไปดูการขนข้าวของจากรถไปที่พักนั่นเอง


 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 167