Website Banner





ตอนที่ ๑๓...หนทางสู่ปุตตปาร์ตี - ประศานตินิลยัม

      เมื่อมาขึ้นรถโค๊ชเพื่อเดินทางไปปุตตปาร์ตี จึงได้ทราบจากคุณนวลจันทร์ว่า ผู้ชายชาวอินเดียที่นั่งรับประทานอาหารกับภรรยาและลูก ๒ คนนั้น คือ มิสเตอร์ เค.เอส. นายดู เจ้าของกรรการผู้จัดการของโรงแรมบังกาลอร์อินเตอร์เนชั่นแนล ที่คณะเราพักอยู่นี้ หรือที่คณะเราเรียกว่านายแชร์แมนนั่นเอง เขาเสียสละเวลาอันมีค่าและงานของเขาไปกับคณะเราด้วยความเป็นห่วง เขาไปด้วยโดยไม่ใช่หน้าที่ของเขา และไม่ได้รับจ้าง เขาบอกว่า จะเป็นด้วยเหตุอันใดก็เหลือจะเดา เขารู้สึกเป็นห่วงคณะเรามาก และอยากจะพาไปให้ได้รับความสะดวกเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนการที่จะได้พบองค์ภควันหรือไม่นั้น ไม่มีใครรับรองคือคาดคิดได้ เห็นได้ชัดจากสีหน้าว่าทุกคนเกิดความสบายใจและอบอุ่นใจไม่รู้สึกแปลกใหม่หรือกังวลเลย

        ระยะทางจากบังกาลอร์ถึงปุตตปาร์ตีนั้น ๑๗๐ กิโลเมตร คณะเราออกจากโรงแรมที่พักราว ๗ นาฬิกาเศษ นายแชร์แมนบอกว่า ควรจะถึงราว ๑๐ นาฬิกาเศษ พอรถเริ่มแล่นออกจากบังกาลอร์ คณะเราก็สวดมนต์ทำวัตรเช้า และกล่าวคำว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ๑๐๘ ครั้งตามปกติ วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส ดูทุกสิ่งรอบข้างสดชื่น อีกไม่นานแล้วซินะ... ใกล้เข้ามาแล้วซินะ... คณะเราก็จะไปถึงสถานที่อยู่ขององค์ภควัน

        พื้นที่ของบังกาลอร์ไม่ใช่เป็นที่ราบ ดังนั้นระยะทางที่ผ่านสองข้างทาง ส่วนมากจะเป็นเนินหิน และภูเขาหิน นายแชร์แมนบอกว่าเป็นหินแกร์ไนซ์ ดังนั้นรถจึงแล่นขึ้นลงเนินคดเคี้ยวไปมา จะมีบึงที่มีน้ำขังอยู่เป็นแห่งๆ ไม่ค่อยมีบ้านผู้คน ไม่มีป่าใหญ่นอกจากป่าละเมาะเล็กๆ และต้นไม้ส่วนมากก็มักจะเป็นต้นไม้ที่ขึ้นได้กับหิน แม้พื้นที่จะเป็นหินและดินแข็งๆ แต่ก็มองดูไม่ถึงกับแห้งแล้ง เพราะมีน้ำขังเป็นบึงอยู่โดยทั่วไป ตรงไหนที่มีน้ำก็มักจะเห็นคนกำลังทำงานอยู่เป็นระยะๆ จนรถแล่นมาถึงใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เมื่อรถแล่นขึ้นเนิน มองออกไปข้างนอกหน้าต่างรถ ก็มองเห็นแหล่งน้ำกว้างใหญ่ราวกับทะเลสาบ มองเลยทะเลสาบออกไปอีกด้านหนึ่งเป็นทิวเขายาวกั้น

        ไม่ช้านักรถก็แล่นเข้าไปในเขตหมู่บ้านที่เขียนป้ายไว้ว่า ปุตตปาร์ตี ความรู้สึกปิติอย่างลิงโลดแล่นเข้าสู่จิตใจ ลมที่พัดผ่านเข้ามาเย็นระรื่น คงจะพัดผ่านนำเอากลิ่นไอของความเย็นจากทะเลสาบกว้างใหญ่ที่มองเห็นนั้นมาด้วยกระมัง ข้าพเจ้าหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆ อธิษฐานจิตน้อมกราบคารวะแด่องค์ภควันว่า "คณะเรามีใครบ้าง โดยนึกเอ่ยชื่อของทุกคน เดินทางมาจากประเทศไทยด้วยศรัทธาที่ได้ทราบเรื่องราวขององค์ภควัน จากในหนังสือที่ นายโฮวาร์ด เมอร์เฟ็ต ได้เขียนไว้และทางสำนักค้นคว้าทางจิตวิญญาณได้แปลเป็นภาษาไทยพิมพ์ออกเผยแพร่ ดังนั้นเพื่อยึดมั่นให้องค์ภควันเป็นแนวทาง จงเปิดทางให้คณะเราได้รับความกระจ่างและพบแสงสว่างอันจะพึงมี เพื่อคณะเราจะได้เป็นแสงสว่างแก่คนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังต่อไป"

     พอลืมตาขึ้น รถได้แว่นมาถึงหน้าโรงเรียนชั้นประถมศรีไสราม และแล่นเข้าไปเรื่อยจนถึงประตูอาศรมประศานตินิลยัม เวลาขณะนั้น ๑๑.๕๕ น. มาถึงตอนนี้ข้าพเจ้าจึงได้ทราบว่า ประศานตินิลยัมนั้นเป็นชื่ออาศรมซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านปุตตปาร์ตี ด้วยความแปลกใหม่และไม่เคยมีใครเคยมาเลยแม้แต่คนขับรถโค๊ช เขาจึงได้ขับรถเรื่อยเข้าไปจนไปจอดที่ลานหน้าตึกรูปโค้ง ๕ ชั้นตึกหนึ่ง แล้วทุกคนก็ลงจากรถด้วยความงงงันว่าจะไปทางทิศใดก่อน ก็พอดีนายแชร์แมนได้เดินนำพาคุณนวลจันทร์ไปสอบถามอะไรบางอย่างจากคนที่เดินกันอยู่ขวักไขว่นั้น ครั้นแล้วก็เดินเข้าไปที่ตึกแห่งหนึ่งซึ่งมีป้ายแขวนไว้ที่หน้าประตู เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า "information" ทุกคนได้เดินตามมา ปรากฏว่าที่ห้องนั้นมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นชาวอินเดียนั่งอยู่ ๒ คน กำลังให้คำแนะนำแก่นายแชร์แมนและคุณนวลจันทร์ พร้อมทั้งมอบกุญแจห้องพักให้ด้วย คุณนวลจันทร์ได้มาขอพาสปอร์ตจากพวกเราทุกคนไปมอบไว้ที่เจ้าหน้าที่นั้น และนัดให้ทุกคนมาพบกันที่ห้องเจ้าหน้าที่นี้อีกในเวลา ๑๓.๐๐ น.

        เมื่อออกจากห้องเจ้าหน้าที่มาแล้ว คุณนวลจันทร์จึงอธิบายให้ทุกคนได้ทราบว่า "ที่นี่มีที่พัก โดยเสียค่าที่พักห้องละ ๕ รูปี ต่อ ๑ คืน ค่าอาหารมื้อละ ๒ รูปี โดยทุกคนจะต้องซื้อคูปองเอง ดังนั้นคณะเรามาทั้งหมด ๑๘ คน รวมกับนายแชร์แมนอีก ๑ คนเป็น ๑๙ คน เจ้าหน้าที่ให้ห้องพัก ๔ ห้อง ตอนนี้ไปเก็บรวบรวมข้าวของเข้าห้องพักกันก่อนนจะดีกว่า แล้วค่อยปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป" คุณนวลจันทร์ส่งกุญแจให้ข้าพเจ้าพวกหนึ่งเบอร์ ๒๓A พอเห็นเลข ๒๓ ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะเป็นตัวเลขที่ตรงกับหมายเลขวันเกิดขององค์ภควัน แล้วต่างก็แยกย้ายไปหาที่พัก โดยคุณผ่องผิวและอีกหลายคนช่วยกันควบคุมจ้างคนขนของลงจากรถโค๊ชเข้าห้องพัก เวลาตอนนี้จึงมีโอกาสมองดูไปรอบๆ ช่างเป็นสถานที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ มีตัวตึกอาคารใหญ่โตมากมายท่ามกลางภูมิประเทศสิ่งแวดล้อมที่สุดแสนจะเวิ้งว้าง และธรรมดาเท่าที่รถแล่นผ่านมา ถ้าอยู่ท่ามกลางความศิวิไลท์ของเมืองใหญ่ๆ จะไม่เป็นที่น่าแปลกประหลาดเลย ข้าพเจ้าจะไม่บรรยายมากนัก เพราะอาจารย์ศิริก็ได้เขียนบอกกล่าวไว้แล้ว กับทั้งข้าพเจ้าได้นำภาพมาลงไว้ในดูอีกด้วย

        ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเหม่อมองไปที่อาคารหลังหนึ่ง นึกอยู่ว่าองค์ภควันพักอยู่ที่อาคารหลังไหนกันหนอ... ลมเย็นพัดโชยมาบางเบา ข้าพเจ้าหลับตาลงขณะที่คนอื่นๆ กำลังโกลาหลต่อการขนข้าวของ ความรู้สึกจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างเลือนหายไป มองเห็นแต่แสงรุ้งระยิบระยับอยู่รอบตัวและทั่วทั้งอาณาบริเวณอาศรมประศานตินิลยัม ราวกับละอองน้ำในบรรยากาศเป็นพาหะของแสงรุ้งฉะนั้น และเห็นตัวอาหารหลังที่ข้าพเจ้าเหม่อมองดูในตอนแรกนั้น ปรากฏเป็นรังสีสีรุ้งเข้มจนเห็นชัดเจนกว่าบริเวณอื่นๆ ได้ยินเสียงคำว่า 'โอม' ดังทะยอยเป็นคลื่นผสมอยู่ในละอองน้ำแสงสีรุ้งนั้น ข้าพเจ้าได้อธิษฐานกราบขอบพระคุณองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และมวลเหล่าเทพโอปปาติกะที่ได้ชักนำพา จนคณะเราได้มาถึงสถานที่อยู่ขององค์ภควัน และน้อมจิตคารวะองค์ภควันว่า คณะเราจากประเทศไทย ๑๘ คน โดยได้เอ่ยชื่อของทุกคนกับนายแชร์แมน ผู้ซึ่งเคยเป็นสานุศิษย์ของท่านอีก ๑ คนได้เข้ามาอยู่ในขอบข่ายของประศานตินิลยัมแล้ว ด้วยความรู้สึกปลื้มปิติ


 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 166