Website Banner





ตอนที่ ๑๐...เห็นปรากฏการณ์รัศมีสีรุ้งบนก้อนเมฆ

     ขณะที่ข้าพเจ้าสวดมนต์มาถึงบทมงคลสูตร สายตาก็ยังคงมองออกไปทางนอกหน้าต่าง ดูเมฆไปพลางๆ เครื่องบินบินผ่านเมฆบางบ้าง หนาบ้าง ข้าพเจ้าทอดสายตาไป พลันก็มองเห็นเมฆที่ลอยอยู่เบื้องหน้านั้นปรากฏเป็นรังสี สีต่างๆ วิบวับเสมือนหนึ่งเวลาเรามองเห็นทรงกลดรอบนอกพระอาทิตย์ เครื่องบินยังคงบินอยู่ตลอดเวลา เมื่อมองเห็นเมฆหนารังสีสีต่างๆ ก็จะเข้มขึ้น ข้าพเจ้ามองดูอย่างเพลิดเพลิน คิดในใจว่า เมฆเวลาสะท้อนรับแสงอาทิตย์นี้สวยจริงๆ เป็นสีวิบวับต่างๆ ราวกับรุ้งกินน้ำ พอดีสวดมนต์จบแล้วก็กล่าวคำว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ...๑๐๘ ครั้ง แผ่เมตตา...ตลอดเวลาเช่นนี้ก็ไม่ได้ละสายตาจากเมฆสวยๆ ข้างนอกหน้าต่างเครื่องบินเลย สะกิดบอกอาจารย์ศิริซึ่งยังคงหลับตาอยู่บอกว่า "อาจารย์ดูเมฆซิ สวยจังเลย สีอย่างกับสายรุ้งแน่ะ" อาจารย์ศิริลืมตาขึ้นมานิดหนึ่งแล้วก็บอกอีกว่า "หูอื้อ รู้สึกมึนศรีษะ" ข้าพเจ้าจึงหยิบทอฟฟี่ให้อาจารย์ศิริ เพื่อให้อมจะได้ค่อยยังชั่ว แล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่างอีก

        คราวนี้ข้าพเจ้ามองเห็นรุ้งกินน้ำชัดเจนบนก้อนเมฆหนานั้น รังสี สีต่างๆ ผสมกลมกลืนระยิบระยับติดต่อกัน เป็นวงกลมเลยทีเดียว แสงรุ้งนี้ขนานกับพื้นโลก ไม่ได้ตั้งโค้งเหมือนกับรุ้งกินน้ำที่เคยเห็นทั่วๆ ไปในเวลายืนอยู่บนพื้นแผ่นดิน ข้าพเจ้าหันกลับมาเขย่าแขนอาจารย์ศิริอย่างดีใจว่า "อาจารย์ดูซิ รุ้งสวยจังเลย" ก็พอดีแอร์โฮสเตสยกอาหารมาเสริฟ อาจารย์ศิริจึงลืมตาขึ้น และชะเง้อมองดูนิดหนึ่ง คงจะติดเข็มขัดที่นั่งจึงชะโงกมาได้ไม่มากนัก แล้วก็บอกว่า "ไม่เห็นหรอก" ว่าแล้วก็ไม่สนใจอะไรอีก เพราะรู้สึกหูยังคงอื้ออยู่ ข้าพเจ้าจึงรับประทานอาหารไปด้วย ดูแสงรุ้งทรงกลดข้างนอกไปด้วยอย่างเพลิดเพลิน เพราะจะบอกให้ใครในคณะเราดูด้วยก็ไม่ทราบว่าใครนั่งอยู่ที่ไหนกันบ้าง จนเครื่องบินร่อนลงสู่สนามบินมัทราส ขณะนั้นเวลา ๑๑.๓๕ น. (เวลาของอินเดีย)

        พอลงจากเครื่องบิน ข้าพเจ้าจึงได้ถามใครๆ ในคณะว่า คณะที่นั่งบนเครื่องบินนั้น ใครเห็นรุ้งกินน้ำบ้าง...ไม่มีใครเห็นเลย เพราะส่วนมากก็ไม่ได้นั่งที่นั่งริมหน้าต่าง ข้าพเจ้านึกในใจว่า สงสัยเราจะประสาทหลอนอยู่คนเดียวอีกแล้ว แต่เอ ! ก็เห็นรุ้งกินน้ำจริงๆ นี่นา ไม่ได้เห็นในนิมิต ไม่ได้เข้าสมาธิ ก็พอดีคุณผ่องผิวเพิ่งจะได้ยินที่ข้าพเจ้าพูดคุย คุณผ่องผิวบอกว่า "พี่ก็เห็น รุ้งกินน้ำสวยงามมาก นึกจะเขียนโน็ตส่งบอกให้ใครๆ ในคณะเราดูก็ทำไม่ได้ เสียดายจังเลย" ข้าพเจ้าจึงได้ถอนใจอย่างโล่งอก ที่ไม่ใช่ข้าพเจ้าเห็นคนเดียว คงจะเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติกระมัง ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า คนที่เคยนั่งเครื่องบินบ่อยๆ นั้น จะมีใครเคยได้เห็นรุ้งกินน้ำบนเมฆในเวลากลางวัน ขณะเมื่อเครื่องบินบินอยู่ในท้องฟ้าเช่นนี้

        ออกจากสนามบินมัทราส คุณนวลจันทร์ได้นำพาคณะเราไปรับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรมแห่งหนึ่งแล้วก็ขึ้นรถโค๊ชมุ่งหน้าสู่บังกาลอร์ เวลาขณะนั้น ๑๔ นาฬิกาเศษนิดหน่อย คุณนวลจันทร์บอกว่า เท่าที่ทราบจากเอเย่นต์ ระยะทางจากมัทราสถึงบังกาลอร์ราว ๓๕๐ กิโลเมตร ใช้เวลารถวิ่งราว ๕-๖ ชั่วโมง ฉะนั้นกว่าจะถึงบังกาลอร์ก็คงไม่เกิน ๒ ทุ่ม คือ ๒๐ นาฬิก

        ตลอดเวลานับแต่เริ่มลงจากเครื่องบินที่สนามบินมัทราสนั้น ข้าพเจ้ามีความรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าตัวเองได้เข้ามาอยู่ในที่ๆ มีบรรยากาศ ซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่าปกติ คือคล้ายกับว่ารอบๆ ตัวมีหมอกบางๆ ลอยมากระทบอยู่ตลอดเวลา คือเหมือนอย่างกับว่าเรากำลังอยู่ในที่อากาศร้อน แล้วเดินเข้าไปอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศฉะนั้น เมื่อไม่ได้พูดคุยกับใคร นั่งอยู่ตามลำพัง หรือนั่งฟังคนอื่นคุยกันก็มักจะได้ยินเสียง 'โอม' แผ่วเบาเป็นคลื่น และมีความรู้สึกเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก

        อันที่จริงจากมัทราสถึงบังกาลอร์อาจจะใช้เส้นทางโดยเครื่องบินก็ได้ แต่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและต้างการจะได้สัมผัสกับชีวิต และภูมิประเทศทางภาคพื้นดิน คณะเราจึงตัดสินใจใช้เส้นทางโดยรถยนต์ ทุกคนดูกระปรี้กระเปร่า ร่าเริง เพราะต่างมีความรู้สึกว่า อีกไม่นานก็จะถึงบังกาลอร์แล้ว และเมื่อถึงที่นั่นก็คงจะได้ทราบว่า ขณะนี้องค์ภควันอยู่ ณ ที่แห่งใด จะเป็นที่ไวท์ฟิลด์ หรือประศานตินิลยัม หรือปุตตปาร์ตี ขณะเมื่อนั่งมาในรถโค๊ช ซึ่งวิ่งไปตามท้องถนนหลวงที่ค่อนข้างจะแคบและไม่ค่อยจะเรียบนัก แม้จะเป็นถนนลาดยางก็ตาม ถ้าใครเคยไปเที่ยวที่อินเดียมาแล้ว ก็คงจะพอนึกภาพออกว่า ถนนในประเทศอินเดียเป็นอย่างไร แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็ไม่ได้รู้สึกถึงความที่ไม่สะดวกสบายนัก จึงต่างชี้ชวนกันให้ดูภูมิประเทศสองข้างทางที่เป็นทุ่งนาบ้าง เป็นภูเขาบ้าง ดูบ้านเรือนของชาวอินเดีย และดูชาวพื้นเมืองที่ทำงานอยู่อย่างขมักเขม้น และเดินกันอยู่อย่างขวักไขว่ชุลมุล เมื่อรถผ่านเข้าไปในหมู่บ้านรวมทั้งดูวัวเทียมเกวียน
ซึ่งที่เขาของวัว เจ้าของตกแต่งอย่างสวยงาม และแขวนกระดิ่งรอบๆ เสียงดังกรุ๋งกริ๋ง รถวิ่งอยู่นานทีเดียวจนมืดค่ำ ๒-๓ ทุ่ม แล้วก็ยังไม่ถึง คุณนวลจันทร์ก็ยังไม่เคยมาเช่นกัน จึงอธิบายอะไรไม่ได้และก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่จึงจะถึงที่พักที่บังกาลอร์

        แม้จะเหน็ดเหนื่อยและตรากตรำบ้างจากการเดินทาง แต่ข้าพเจ้าก็ยังมีความรู้สึกสบาย เสมือนหนึ่งเข้าไปอยู่ในห้องปรับอากาศเช่นเดิม ทั้งๆ ที่รถโค๊ชที่คณะเราเช่าไปนั้นไม่ใช่รถปรับอากาศ ทุกคนในรถเริ่มเงียบเสียง เมื่อรถผ่านมองเห็นแสงไฟมากมายแสดงว่าเป็นเมืองใหญ่ คงจะถึงบังกาลอร์แล้ว อ้าว ! รถวิ่งผ่านไปอีกแล้ว ในช่วงเวลาเช่นนี้ข้าพเจ้าก็ได้หลับตาลง นึกในใจว่าจะถึงเมื่อไหร่ก็ช่างเถอะแล้วก็ภาวนาในใจว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ อธิษฐานจิตรำลึกถึงเทพเจ้ามวลเหล่าโอปปาติกะเจ้าของสถานที่ พรุ่งนี้แล้วซินะที่คณะเราจะไปถึงสถานที่อยู่ขององค์ภควัน แม้จะอยู่ ณ ที่แห่งไหนก็จะติดตามไป ขอองค์สมเด็กพระนเรศวรมหาราช พ่อฤาษีและเทพเจ้ามวลเหล่าโอปปาติกะเจ้าของสถานที่ จงนำความรำลึกถึงนี้ไปกราบนมัสการล่วงหน้าแทนด้วยเถิด

        ๒๒.๕๐ น. รถโค๊ชได้นำพาคณะเรามาถึงโรงแรมที่พักที่บังกาลอร์ ซึ่งทางโรงแรมเขาคิดว่าคณะเราคงจะเหลวเสียแล้วกระมังเพราะผิดเวลาไปมากเหลือเกิน แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากได้ห้องพักและรับประทานอาหารแล้วก็ได้ทราบจากคุณนวลจันทร์ว่า พรุ่งนี้คณะเราต้องเตรียมตัวแต่เช้าพร้อมทั้งกระเป๋าเดินทางทั้งหมดด้วย จะออกจากโรงแรมที่พักเวลา ๐๗.๐๐ น. เพื่อไปที่ปุตตปาร์ตีเพราะได้ทราบจากกรรมการผู้จัดการของโรงแรมที่พักนี้ว่า ท่านไสบาบา ขณะนี้พักอยู่ปุตตปาร์ตี ซึ่งอยู่ห่างจากบังกาลอร์นี้ออกไปอีก ๑๗๐ กิโลเมตร ดังนั้นจะกลับมาพักที่บังกาลอร์ไม่ทันแน่นอน ส่วนจะไปพักกันที่ไหนนั้น ไปหากันข้างหน้าก็แล้วกัน อะไรจะเกิดก็ต้องเผชิญร่วมกัน กรรมการผู้จัดการของโรงแรมซึ่งคณะเราเรียกเขาตามตำแหน่งภาษาอังกฤษว่า แชร์แมน นี้เคยเป็นสานุศิษย์ของท่านไสบาบา แต่ก็ยังไม่เคยไปเฝ้าท่านที่ปุตตปาร์ตีเลย เคยไปเฝ้าท่านเฉพาะที่ไวท์ฟิลด์ซึ่งอยู่ห่างจากบังกาลอร์ไปเพียง ๓๒ กิโลเมตรเท่านั้น ดังนั้นบางทีเขาอาจจะร่วมเดินทางไปกับคณะเราด้วย เพราะเขารู้สึกมีความเป็นห่วงคณะเรามาก เกรงว่าจะไปกันไม่ถูกและอาจจะเกิดความยุ่งยากลำบาก เพราะคณะเราเป็นชาวต่างชาติและไม่คุ้นเคยกับอะไรเลย เมื่อได้ฟังดังนั้น ทุกคนดีใจมาก อย่างน้อยคณะเราก็ได้พบสานุศิษย์ขององค์ภควันเป็นสายใยเชื่อมโยงที่จะไม่ทำให้เราต้องหลงทาง ข้าพเจ้าหลับตาลงอธิษฐานในใจว่า ขอให้นายแชร์แมนเดินทางไปกับคณะเราด้วยเถิด อย่าได้เป็นคำว่า บางที เลย พร้อมกับภาวนาคำว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ และต่อท้ายด้วยคำว่า "โอม" เพื่อให้รับกับบรรยากาศที่สั่นสะเทือนอยู่รอบกาย


 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 163