Website Banner





ตอนที่ ๕...อุปสรรคก่อนเดินทาง

      เหลือเวลาอีกราว ๖ วันจะถึงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ในตอนเช้าราว ๘ นาฬิกาเศษ ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากท่านนายพลและคุณหญิง พูดบอกมาอย่างเกรงใจว่า เกิดการขัดข้องทางเทคนิคบางประการ ท่านมิอาจจะร่วมเดินทางไปกับคณะฃองเราได้ ข้าพเจ้าใจหายวาบ รู้สึกมือเท้าอ่อน เพราะอันที่จริงข้าพเจ้าตั้งความหวังเอาไว้มาก และเกิดความอบอุ่นใจอยู่ตลอดเวลาว่า เมื่อมีท่านนายพลและคุณหญิงไปด้วย การเดินทางของเราก็คงไม่ต้องคลำมากนัก และมีความหวังว่าอาจจะได้พบท่านไสบาบา บ้าง เพราะถึงอย่างไรท่านทั้งสองก็เคยได้พบมาแล้ว และท่านไสบาบาก็ให้ความสนิทสนมมาก รวมทั้งท่านทั้งสองมีความคุ้นเคยกับ มร.เอ็น กัสตูรี่ เลขาณุการของท่านไสบาบา แต่แม้กระนั้นข้าพเจ้าก็บอกกับท่านนายพลและคุณหญิงว่า "ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านมีความจำเป็นเกิดขึ้นโดยกระทันหันเช่นนี้ ก็เป็นเหตุสุดวิสัย ขอเอาไว้โอกาสหน้าก็คงจะมีโอกาสได้รับความกรุณาจากท่านทั้งสองเป็นอย่างดี" ซึ่งท่านทั้งสองก็เสียใจมากที่ร่วมเดินทางไปกับคณะเราไม่ได้ แต่ก็บอกว่า จะพยายามช่วยสวดมนต์ภาวนาอธิษฐานให้คณะเราได้มีโอกาสพบกับท่านไสบาบา ข้าพเจ้าได้บอกให้อาจารย์พรทราบ และถามอาจารย์พรว่า เมื่อท่านนายพลกับคุณหญิงไม่ร่วมเดินทางไปด้วยเช่นนี้ คณะเราจะระงับการเดินทางก่อนดีไหม อาจารย์พรบอกให้ข้าพเจ้าเข้าสมาธิกราบเรียนถามพ่อฤาษีดู พ่อฤาษีตอบว่า "ขอให้มีสติ คิดทบทวนดูซิว่า ใครเป็นผู้กำหนดการเดินทาง ใครเป็นผู้นำ..." ดังนั้นการเดินทางจึงยังคงอยู่ในหมายกำหนดเดิม

        และแล้วยิ่งใกล้วันเดินทางก็เกิดปัญหาอีกจนได้คือหมายกำหนดการของคณะเรา อยู่ในช่วงวันจันทร์ที่ ๑๔ ธันวาคม ถึงวันจันทร์ที่ ๒๑ ธันวาคม ระยะเวลาช่วงนี้สำหรับบุคคลที่ติดตามไปด้วย ซึ่งส่วนมากก็ทำงานกันทั้งนั้นจะต้องลาหยุดงานไป อาจารย์ศิริ พุทธศุกร์ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญมากในคณะก็มีความกระหายอยากที่จะไปได้เห็น ไปศึกษาบุคคลที่กล่าวถึงในผลงานแปลของตนเอง และยินดีที่จะไปกับคณะเรา แต่ในครั้งนี้ไม่เต็มใจเลย เพราะเกิดมีความจำเป็นไม่ต้องการจะขาดการสอน เพราะโดยปกติอาจารย์ศิริเป็นบุคคลผู้มีความรับผิดชอบในการงานสูง เป็นบุคคลที่หาได้ยากในวงงานทั่วๆ ไป ไม่ว่างานอะไรก็ตาม ถ้าอาจารย์ศิริลงว่าได้รับปากทำแล้ว จะทำให้ดีที่สุด มิให้ขาดตกบกพร่อง ดังนั้นจึงเป็นความไม่สบายใจของอาจารย์ศิริเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องลางานที่รับผิดชอบอยู่ที่มหามงกุฎราชวิทยาลัยถึง ๒ วัน เพราะโดยธรรมชาติแล้วอาจารย์ศิริไม่เคยลาเลย ข้าพเจ้าก็ได้แต่ขอร้องและอ้อนวอน ทั้งนี้เพราะในการไปกราบนมัสการท่านไสบาบาครั้งนี้ อาจารย์ศิริเป็นผู้แปลหนังสือและบางทีอาจจะได้พบนายเมอร์เฟ็ต ผู้เขียนหนังสือภาษาอังกฤษด้วย เพราะได้เขียนจดหมายติดต่อกันไว้แล้ว อีกประการหนึ่ง ทั้งอาจารย์พรและข้าพเจ้า ภาษาอังกฤษยังใช้การไม่ได้เลย ต้องอาศัยอาจารย์ศิริมาก อาจารย์ศิริบอกว่า ถ้ากลับวันที่ ๒๐ ธันวาคมละก้อผมพอจะไปได้ เพราะเกรงใจที่ทำงานเขาเหลือเกิน ขอลาเพียงแค่วันเดียวเถอะ ข้าพเจ้าจึงได้ติดต่อไปทางคุณนวลจันทร์ ซึ่งทางคุณนวลจันทร์ก็ให้ความร่วมมือดีมาก ทั้งๆ ที่ติดต่อไปทั้งทางสายการบิน โรงแรมที่พักเรียบร้อยแล้วก็พยายามแก้ไขให้ โดยบอกว่าจะพยายามจัดให้อาจารย์ศิริกลับมาถึงกรุงเทพในวันอาทิตย์ โดยอาจารย์ศิริจะกลับมาก่อนคนเดียวได้หรือไม่เพราะเวลากระชั้นชิด อะไรก็ติดต่อไปทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว การแก้ไขทั้งกรุ๊ปคงจะลำบาก

        พอข้าพเจ้าบอกให้อาจารย์ศิริทราบ อาจารย์ศิริกลับตอบมาว่า ขอคิดดูก่อน... ไม่นานนักก็ตอบมาทางโทรศัพท์ว่า "ผมตัดสินใจแล้วว่าไม่ไป ผมจะกลับมาได้อย่างไรคนเดียว" ข้าพเจ้าจึงเล่าถึงปัญหาทั้งหมดให้อาจารย์พรฟัง อาจารย์พรบอกว่าให้โทรศัพท์ไปบอกอาจารย์ศิริใหม่ว่า ในวันอาทิตย์นั้นอาจารย์ศิริจะไม่ได้กลับคนเดียว จะต้องมีคนกลับมาด้วยแน่นอน คือถ้าไม่ใช่คุณนวลจันทร์ก็ต้องเป็นอาจารย์พรเอง คุณผ่องผิวซึ่งทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงบอกข้าพเจ้าว่า "ให้อาจารย์พรและพี่นวลไปกับกรุ๊ปส่วนใหญ่เถิด พี่จะกลับมาพร้อมอาจารย์ศิริเอง" ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้โทรศัพท์ไปบอกคุณนวลจันทร์ตามนี้ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้สิ้นสุดลงในวันที่ ๑๑ ธันวาคม ตอนเช้า

        แล้วอาจารย์พร คุณผ่องผิว และข้าพเจ้าก็เดินทางไปศูนย์พัฒนาศาสนา แคมป์สน ก่อนจะออกเดินทางไปแคมป์สน ไม่ทราบว่าอาจารย์พรจะคิดอะไรอยู่ในใจ ได้ถามอาจารย์ศิริว่า "ถ้าเกิดเมื่อไปถึงประศานตินิลยัม แล้วโชคดีได้พบท่านไสบาบา แล้วท่านไสบาบาบอกว่าอย่าเพิ่งกลับกรุงเทพเลย ให้อยู่ต่ออีกหน่อยละก้ออาจารย์ศิริจะว่าอย่างไร เพราะเป็นของแน่ว่าวันอาทิตย์ที่ ๒๐ ธันวาคมไม่ได้กลับ" ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าอาจารย์ศิริจะคิดอย่างไร แต่ก็ได้ยินตอบคำถามของอาจารย์พรออกมาทันทีว่า "ก็ต้องอยู่ซิ ในเมื่อเป็นความต้องการขององค์ภควัน" ทุกคนเมื่อได้ยินเช่นนั้นต่างก็หัวเราะโห่ร้องขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายด้วยความสบายใจ ช่างเป็นที่น่าแปลกประหลาดที่ความรู้สึกหนักๆ ของข้าพเจ้า และความกังวลที่มีอยู่ลึกๆ นั้นหายไปราวกับปลิดทิ้ง ยังคงไว้แต่ความรู้สึกสบายใจร่าเริง ทุกสิ่งรอบข้างดูแจ่มใสปลอดโปร่งรู้สึกถึงความอบอุ่นราวกับกำลังอยู่ในสายตาของพ่อแม่ที่มีความรักและความห่วงใยต่อเราอย่างเปี่ยมล้น

        ขณะที่นั่งรถจากกรุงเทพไปพระเจดีย์อิสรภาพอนุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน ทั้งคุณผ่องผิวและข้าพเจ้าต่างบอกซึ่งกันและกันว่า เราต้องช่วยอธิษฐานถึงองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระผู้ทรงเป็นประทีปในดวงใจที่กำลังจะนำพาเราไปพบท่านองค์ภควัน ขอให้องค์ภควันจัดสรรให้คณะเราได้ไปด้วยกันได้กลับด้วยกัน อย่าให้ต้องแยกกันกลับเลยนะ
     
         ช่างเป็นที่น่ามหัศจรรย์ ราวกับอาจารย์ศิริจะล่วงรู้ถึงปัญหาของข้าพเจ้าและคุณผ่องผิว เพราะในคืนวันอาทิตย์ที่ข้าพเจ้ากลับจากแคมป์สน มาถึงกรุงเทพราง ๓ ทุ่มเศษ อาจารย์ศิริได้โทรศัพท์มาหาข้าพเจ้าบอกว่า "ผมตัดสินใจใหม่แล้วละ เรากลับด้วยกันดีกว่า เอาตามส่วนใหญ่ ผมเสียสละลางานอีก ๑ วัน จะแก้ไขอะไรบอกคุณนวลจันทร์ทันไหม เพราะพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันเดินทางแล้ว" ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจตัวแทบลอยตอบอาจารย์ศิริไปว่า "คงจะบอกแก้ไขทัน กราบขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ"


 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 158