Website Banner





ตอนที่ ๒...สื่อสายสัมพันธ์อันแรก

ในวันแรกที่ท่านมหาวิจิตร ได้พาอาจารย์พร อาจารย์ศิริ คุณผ่องผิว และข้าพเจ้าไปพบท่านนายพลเรือโทประสาทและคุณหญิงปาริชาตินั้น อาจารย์พรได้ขอชมล็อกเก็ตซึ่งคุณหญิงได้รับมาจากมือของท่านไสบาบาเอง โดยคุณหญิงเล่าให้ฟังว่า ท่านไสบาบาได้เนรมิตออกมาจากอากาศให้เห็นต่อหน้าเลยทีเดียว เมื่อฟังจากคุณหญิงเล่า ทุกคนได้แต่งงงัน ไม่มีใครวิจารณ์หรือออกความเห็นความอย่างไร เมื่อข้าพเจ้าขอจับดูมีความรู้สึกสะดุ้งราวกับถูกไฟฟ้าช็อต จึงได้เข้าสมาธิดู เห็นเป็นพลังรังสีแสงสว่างคล้ายสีรุ้งจางๆ.....ครั้นแล้วท่านนายพลได้เปิดเทปเพลงอินเดีย ซึ่งอัดมาจากแผ่นเสียงที่ซื้อมาจากบังกาลอร์ในคราวที่ไปกราบนมัสการท่านไสบาบา บอกว่าเป็นเพลบงที่เขาใช้ร้องในเวลามีพิธีที่ประศานตินิลยัม ทันทีที่ได้ยินเสียงเพลง ความรู้สึกของข้าพเจ้าดิ่งวูบลงทันที มีความรู้สึกเสมือนหนึ่งตัวเองเข้าไปอยู่ในบรรยากาศที่มีแต่เสียงคำว่า ' โอม ' สั่นสะเทือนอยู่รอบข้าง และเสียงเพลงไพเราะแทรกซ้อนแผ่วผสม เห็นเมฆขาวดารดาษอยู่เป็นครู่ใหญ่ ข้าพเจ้าได้เล่าให้ทุกคนฟัง และได้ขอยืมแผ่นเสียงจากท่านนายพลและคุณหญิงมาอัดใส่เทปไว้ฟังบ้าง ซึ่งทั้งสองท่านก็กรุณาต่อข้าพเจ้ามาก

จากวันนั้นเป็นต้นมาทั้งท่านนายพลและคุณหญิงก็ให้ความสนิทสนมกับคณะเรามาก ซึ่งเราเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่า ทำไมอะไรจึงทำให้เรามีความผูกพันธ์และความระลึกถึงราวกับเคยรู้จักกันมานานแล้วแรมปีกับทั้งท่านนายพลได้ให้ยืมหนังสือ SAI BABA, AVATAR ซึ่งเป็นเล่มต่อจากที่ให้ยืมมาแล้วอีก ๑ เล่ม เป็นอันว่า หนังสือ ไสบาบา มนุษย์มหัศจรรย์ทั้ง ๔ เล่ม ที่สำนักค้นคว้าทางจิตวิญญาณแปลออกมาจากหนังสือภาษาอังกฤษ ๒ เล่มนั้น เป็นหนังสือที่ได้รับความเอื้อเฟื้อให้ยืมมา ของท่านนายพลเรือโทประสาท และคุณหญิงปาริชาติ พรหมประวัติ บุคคลผู้เป็นสื่อสายสัมพันธ์จุดแรก

       ด้วยจิตใจที่มักจะคอยวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องราวของท่านไสบาบา ในวันแรกที่ได้ไปพบท่านนายพล ท่านได้ให้ยืมหนังสือ รวมทั้งได้ให้วิภูติ ซึ่งท่านบอกว่าได้รับจากมือของท่านไสบาบา มาให้อีก ๘ ห่อเล็ก ข้าพเจ้าได้นำวิภูติเหล่านั้นใส่ในซองจดหมายให้คุณผ่องผิวเขียนด้วยลายมือสวยๆ ไว้ที่หลังซองจดหมายนั้นว่า 'สื่อสายสัมพันธ์ องค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา' แล้วนำซองจดหมายนั้นใส่ไว้ในผอบตั้งไว้ที่บูชาพระ คิดอย่างคนสติเฟื่องว่า วิภูตินี้เป็นของท่านไสบาบา คงจะเป็นสื่อโยงใยให้เจ้าของได้รับทราบบ้าง และคงจะมีสักวันหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้ไปเห็นและกราบนมัสการ แม้ท่านนายพลและคุณหญิงจะบอกว่า เมื่อได้ไปเห็นมาแล้วเช่นนี้ ท่านก็เลื่อมใสและมีความรักในท่านไสบาบามาก แต่ท่านก็ไม่ได้ถือว่าท่านไสบาบาเป็นพระเจ้า ท่านก็ยังคงประพฤติปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอนของพระพุทธองค์ต่อไป

       เมื่อได้รู้จักกันครั้งแรกแล้วเช่นนี้ ความสนิทสนมกับท่านนายพลและคุณหญิงก็มีมากขึ้น อาจารย์พรได้ซักถามถึงลู่ทางที่จะเดินทางไปสู่ประศานตินิลยัม ประจวบกับเป็นช่วงเวลาที่กำลังป่วยต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน พร้อมทั้งได้สั่งพิมพ์หนังสือไปด้วย ทั้งอาจารย์พรและข้าพเจ้าจึงมีโอกาสอ่านเรื่องราวของท่านไสบาบาโดยละเอียด เพราะต้องตราจปรู๊ฟเอง อาจารย์พรจึงยิ่งมีความตั้งใจมากขึ้นที่จะไปพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์ด้วยตนเอง เพราะเมื่อได้พิมพ์หนังสือออกเผยแพร่เช่นนี้ยิ่งจำเป็นจะต้องให้ทราบข้อมูลที่แน่นอน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าพาคนอื่นให้เข้าใจผิดตามไปด้วย ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่เสียหายมาก จึงได้พูดอยู่เสมอว่า ถ้ามีโอกาสจะต้องไปหาท่านไสบาบาให้ได้ และอีกประการหนึ่งก็มีสมาชิกหลายคนเหลือเกิน เมื่อได้ทราบเรื่องราวเข้า และทราบว่าอาจารย์พรมีโครงการจะเดินทางไป ก็บอกว่าจะขอติดตามไปด้วย อาจารย์พรจึงได้กะเวลาเอาไว้คร่าวๆ ว่า คงจะเป็นราวเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ เพราะจากที่ทราบในหนังสือบอกว่า เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนซึ่งมักจะมีพิธีศิวะราตรี เป็นพิธีใหญ่ซึ่งมีโอกาสที่จะได้เห็นท่านไสบาบาแน่นอน กับทั้งจะได้มีโอกาสพบและรู้จักกับ นายโฮวาร์ด เมอร์เฟ็ต ผู้เขียนหนังสือที่ได้จัดแปลขึ้น ซึ่งได้เขียนจดหมายติดต่อกัน และได้ทราบว่าเขาจะมาอยู่ที่ประศานตินิลยัม ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๒๔ ถึงกุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ เป็นเวลาราว ๕ เดือน และกว่าจะถึงกุมภาพันธ์ อาการป่วยเนื่องจากตับอักเสบคงจะบรรเทาไปมาก พอที่จะเดินทางไปได้แล้ว

       ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๔ ซึ่งเป็นเดือนครบรอบที่คณะเราเดินทางไปประเทศอินเดีย สู่แดนพุทธภูมิตามรอยพระบาทพระศาสดา ความรู้สึกของข้าพเจ้ากระวนและคนึงถึงบ่อยครั้ง รวมทั้งความต้องการที่จะไปเห็นท่านไสบาบารุนแรงขึ้น บางครั้งในขณะที่กำลังทำอะไรเพลินๆ อยู่ก็มักจะได้ยินเสียง พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ...และคำว่า 'โอม' แผ่วเป็นคลื่นมากระทบประสาทเสมอ โดยเฉพาะวันเสาร์ วันอาทิตย์ ซึ่งข้าพเจ้าต้องอยู่ศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน ข้าพเจ้าจะต้องเปิดเทปเพลงที่ขอยืมอัดมาจากท่านนายพลและคุณหญิงฟังเป็นประจำ ทุกครั้งที่เปิดเทปเพลง ความรู้สึกของข้าพเจ้าจะเบาสบาย จิตใจเพลิดบรรเจิดเหินทะยานมองเห็นเกล็ดเมฆลอยฟ่องดาษดารเต็มท้องฟ้า ตามรอบขอบเกล็ดเมฆแต่ละเกล็ดนั้น จะมีแสงสว่างเป็นรังสี สีเงินผสมทอง ราวกับเกล็ดเมฆนั้นขลิบด้วยลูกไม้ใสใยแก้วพริ้มบางฉะนั้น

      
และในระหว่างช่วงนี้ก็มีเรื่องแปลกอยู่เรื่องหนึ่งคือ คุณวรรณี อากาศฤกษ์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์พร ได้นำหนังสือเรื่อง ไสบาบา มนุษย์มหัศจรรย์ ไปอ่านที่ทำงาน เมื่อผู้บังคับบัญชาของคุณวรรณีเป็นคนอินเดียเห็นเข้า ก็บอกว่ารู้จักท่านไสบาบา และในกรุงเทพ ที่สุขุมวิท ซอย ๑๒ บ้านเพื่อนของเขาชื่อ มิสเตอร์-มิสซิสซังเกอร์ จะมีพิธีสวดบูชาท่านไสบาบา ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑ ทุ่ม คุณวรรณีได้มาเล่าให้อาจารย์พรและข้าพเจ้าฟัง ซึ่งคณะเราทั้งหมดก็สนใจมาก และได้ลองไปร่วมพิธีกับเขาด้วยหลายครั้ง ซึ่งมิสเตอร์-มิสซิสซังเกอร์  ก็ดีใจและให้ความสนใจแก่คณะเรามาก ได้ให้รูปถ่ายและหนังสือเกี่ยวกับท่านไสบาบามาหลายเล่ม รวมทั้งได้ซื้อหนังสือไสบาบา มนุษย์มหัศจรรย์เป็นจำนวนมาก เพื่อแจกจ่ายและขายแก่ผู้ที่สนใจ รวมทั้งมิสเตอร์รามราลนี้ก็ได้ซื้อหนังสือไสบาบา มนุษย์มหัศจรรย์ นี้ให้ทางเราส่งไปยังห้องสมุดต่างๆ อีกด้วย ทำให้เราได้รู้จักท่านไสบาบา ในวงกว้างมากขึ้น

จบตอน...
ตอนที่ ๓ เริ่มเตรียมการเดินทาง

 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 154