Website Banner




จำนวนผู้เข้าชมวันนี้ 83
จำนวนผู้เข้าชมเดือนนี้ 2891
จำนวนผู้เข้าชมเดือนที่แล้ว 5437
รวมผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด 400670
   
 ทุกคนคือ อาตมัน ที่อยู่ในรูปร่าง

   ความรักเมตตา คือ หลักแห่งชีวิตของมนุษย์                                                                      
อะไรคือคุณค่าที่สูงส่งในตัวมนุษย์ ?.........รักพระเจ้า เกรงกลัวต่อบาป และมีคุณธรรม
เมื่อเรามีความรักพระเจ้า เราจะมีความสงบและความจริง ความรักพระเจ้าเป็นผลจากความเกรงกลัวต่อบาป ที่ใดไม่มีความรักความเมตตา ที่นั่นปราศจากซึ่งความสงบ เราเข้าถึงคุณค่าของอหิงสาได้ก็ต่อเมื่อเรามีคุณธรรม เมื่อเราเพิ่มพูนและพัฒนาความรักในพระเจ้าแล้ว.....ความสงบ ความประพฤติชอบ การไม่เบียดเบียน จะตามมาเอง ผู้ที่มีความรักจะไม่หมกมุ่นกับความไม่ถูกต้องและความรุนแรง ผู้นั้นจะเต็มไปด้วยความสงบ

ความรักผลักดันให้มนุษย์เข้าหาพระเจ้า ความรักเป็นเหมือนเข็มทิศของนักเดินสมุทร ไม่ว่าจะวางเข็มทิศไว้ที่ใด
เข็มของมันจะชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ ในทำนองเดียวกัน ความรักความเมตตาจะชี้มนุษย์ไปสู่พระเจ้าเสมอ ความรักในตัวมนุษย์นั้น เป็นพรพิเศษซึ่งพระเจ้าได้ประทานให้กับมนุษย์ ดังนั้นคุณค่าความเป็นมนุษย์อันดับแรกสุดคือ ความรักความเมตตา สิ่งนี้มีอยู่ในทุกคน พระเวทประกาศว่าพระเจ้าสถิตอยู่ในทุกสรรพสิ่ง พระองค์สถิตอยู่ในทุกชีวิตในรูปของความรักความเมตตา นั่นคือเหตุผลที่ว่า ความรักเมตตา คือพระเจ้า จงมีชีวิตด้วยความรักเมตตา

   การทำงาน การบูชา และปัญญา คือหลักบอกระยะทางของการเดินทางของมนุษย์                       

เมื่อพระเยซูประสูติ พระราชาจากอาหรับสามองค์ได้มาแสดงความคารวะต่อพระองค์ พระราชาองค์หนึ่ง เมื่อได้เห็นพระเยซูจึงพูดขึ้นว่า "เขาจะรักพระเจ้า" พระราชาองค์ที่สองพูดขึ้นว่า "พระเจ้าจะรักเขา" พระราชาองค์ที่สามพูดขึ้นว่า "เขาคือพระเจ้าเอง" นั่นจึงมีคำกล่าวว่า เธอไม่ได้เป็นบุคคลเดียว แต่เป็นถึง สาม....
บุคคลที่เธอคิดว่าเธอเป็น
บุคคลที่ผู้อื่นคิดว่าเธอเป็น
บุคคลที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเธอ
พระเยซูได้กล่าวไว้ในตอนแรกว่า "เราคือผู้นำสารของพระเจ้า"
ต่อมาท่านกล่าวว่า "เราคือบุตรของพระเจ้า"
ท้ายที่สุดท่านกล่าวว่า "เราและพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน"
บุคคลแรกนั้น สัมพันธ์กับร่างกายของเธอ เมื่อพระเยซูพูดว่า "เราคือผู้นำสารของพระเจ้า" นั้นหมายถึงร่างกาย
บุคคลที่สองนั้น หมายถึง จิตใจของเธอ และบุคคลที่สามของเธอ คือพระเจ้า กล่าวคือ มนุษย์มีสามตัวตนคือ
ตัวตนระดับร่างกาย ตัวตนระดับจิตใจ ตัวตนระดับจิตวิญญาณ ตัวตนสุดท้ายนี้เอง ที่จะชี้ให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้า
เด็กชายผู้หนึ่งได้ตั้งคำถามว่า พระเจ้าอยู่ที่ไหน ? พระเจ้าทำอะไร ?
พระเจ้าอยู่ในทุกหนทุกแห่ง เฉกเช่นเนยอยู่ในน้ำนม เมื่อมีคนถามว่า "เนยอยู่ในน้ำนมตรงไหน ?" เราก็ตอบได้ว่า เนยอยู่ในทุกอณู ทุกหยาดหยดของน้ำนม แต่การที่จะมองเห็นได้นั้น ต้องทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ถ้าทำน้ำนมให้จับกันเป็นก้อนและกวนมันไปเรื่อยๆ เนยซึ่งอยู่ในทุกส่วนของน้ำนมจะลอยออกมาบนผิว หัวใจของเธอเปรียบเสมอภาชนะ ความรักเปรียบเหมือนน้ำนม การถวายความรักนี้ให้กับพระเจ้า คือกระบวนการกวนน้ำนม เมื่อเธอปฏิบัติตามนี้แล้ว พระเจ้าจะปรากฏแก่เธอ 

   พรของพระเจ้าขึ้นกับหัวใจของเธอ                                                                                  
ใครคือผู้ที่ได้รับพรของพระเจ้า ?.........จะไปหาพรของพระเจ้าได้จากที่ใด ?
เธอจงมองดูหลอดไฟ มันมีแสงสว่างออกมา แสงนั้นส่องไปทั่วทุกทิศทุกทาง การมองของพระเจ้าก็เหมือนแสงของหลอดไฟนี้ พระองค์เห็นทุกๆ คน คนเราอาจจะมีความคิดต่างๆ นาๆ แต่ท้ายที่สุด แสงนี้คือที่พึ่งอันเป็นพื้นฐาน
ครั้งหนึ่ง ท่านรามา กฤษณะ กำลังบรรยายธรรมในเวลาเย็นอันน่าร่มรื่นย์วันหนึ่ง รานี ราสมานี ก็นั่งอยู่ที่นั่นท่ามกลางฝูงชนด้วย รามากฤษณะ เป็นพระที่อยู่ในวัดที่นางสร้าง ท่านกำลังบรรยายธรรมะที่ลึกซึ้ง รานี ราสมานี พยักหน้าตามราวกับกำลังนั่งฟังอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ท่านรามา กฤษณะ รู้ว่านางกำลังคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ ท่านจึงลุกขึ้นและเดินไปตบหน้านางอย่างแรงทีหนึ่ง ทุกคนในที่นั่นต่างตกตะลึง และต่างคิดว่า "นักบวชผู้นี้ช่างโง่เขลาจริง เขาเป็นพระในวัดของนาง และทำงานให้นางอยู่ แต่ก็ยังกล้าแสดงอาการดูหมิ่นนางท่ามกลางคนมากมาย เขาเป็นบ้าไปแล้วหรือไง ?" รามากฤษณะได้กล่าวว่า
"คนมากมายมาที่นี่ทำไม ? เธอควรตั้งใจฟังสิ่งที่กำลังบรรยายด้วยความศรัทธา และนำสิ่งที่ได้ฟังไปปฏิบัติ แต่เธอกลับนั่งคิดถึงคดีความในศาลของวันพรุ่งนี้ ถ้าเธอต้องการคิดถึงเรื่องนั้น เธอไปคิดที่บ้านก็ได้ มาที่นี่ทำไม ?"
คำพูดของรามา กฤษณะ แฝงด้วยบทเรียนอันยิ่งใหญ่ หากมาร่วมชุมนุมแล้ว ก็ควรตั้งใจฟังและนำไปปฏิบัติต่อไป

   ปรัชญาทั้งหลายนำไปสู่พระเจ้า                                                                                     
ธรรมะ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากและเป็นแสงสว่างส่องทางไม่เฉพาะแต่โลกนี้ แต่ทั้งสามโลกคือ ภู ภูวะ และ สวาหะ
ซึ่งปรากฏในรูปมนุษย์ในรูปของร่างกาย จิตใจ และอาตมัน ธรรมะเป็นแสงส่องการกระทำของมนุษย์ในระดับร่างกาย ความคิดซึ่งเป็นผลของจิตใจ และความปิติซึ่งแผ่ออกจากอาตมัน ธรรมะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เกิดความปิติในระดับร่างกาย จิตใจ และอาตมัน ทั้งสามอย่างนี้จะส่องสว่างไปด้วยธรรมะ

 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 151