Website Banner




จำนวนผู้เข้าชมวันนี้ 44
จำนวนผู้เข้าชมเดือนนี้ 3891
จำนวนผู้เข้าชมเดือนที่แล้ว 3724
รวมผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด 396233

เชอร์ดิ ไสบาบา



Shirdi Sai Baba

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ท่านไสบาบาได้เล่าเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านเชอร์ดิไสบาบาให้พวกเราฟัง
          ในตอนต้นของศตวรรษที่ ๑๙ ชาวเรือยากจนผู้หนึ่งนามว่า คงคา ภวาเดีย เขามีภรรยาที่ชื่อว่า เทวากิริอัมมา
เขาดำรงชีพอยู่ด้วยการพายเรือรับจ้างข้ามฟากแม่น้ำ ทั้งคู่เคร่งครัดในศาสนามาก ฝ่ายชายอุทิศตนให้กับพระศิวะ
ส่วนฝ่ายหญิงนั้นอุทิศตนให้พระแม่ปารวาตี ทั้งคู่ไม่มีบุตร แม้จะแต่งงานกันมานานแล้วก็ตาม
    
    คืนหนึ่ง ขณะที่พายุพัดโหมกระหน่ำ คงคา ภวาเดีย ไปที่ริมแม่น้ำเพื่อตรวจดูเรือของตน ขณะที่เขาไม่อยู่ มีชายชรามาเคาะประตูบ้านเพื่อขออาหารและที่พักอาศัย เทวากิริอัมมาได้พาชายชราไปที่ระเบียงและนำอาหารมาให้
    ไม่นานชายชราผู้นี้ก็มาเคาะประตูพร้อมกับบอกว่าตนเองปวดขา อยากให้มีคนมานวดให้  เทวากิริอัมมาตกใจมาก เพราะเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในที่นั่น เพื่อนบ้านก็ไม่มีใครช่วยได้ เธอจึงสวดอ้อนวอนต่อพระแม่ปารวาตีอย่างหมดหัวใจ ไม่นานก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมาเคาะประตูและอาสาจะนวดให้ เธอจึงพาหญิงคนนั้นไปหาชายชรา แล้วเธอก็กลับไปนอน ไม่นานนักก็มีเสียงเคาะประตู เธอตกใจมากที่พบว่าเป็นพระศิวะและพระแม่ปารวาตีที่มาเคาะประตู ทั้งสองพระองค์บอกว่านี้คือบททดสอบของเธอ และเธอก็ผ่านการทดสอบ ดังนั้นทั้งสองพระองค์จึงประทานพรให้เธอมีบุตรสามคน โดยพระศิวะจะมาเกิดเป็นบุตรคนที่สามของเธอ

    ในที่สุดบุตรสองคนแรกก็คลอดออกมา ในขณะที่ตั้งครรภ์บุตรคนที่สามนั้น มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในตัวคงคา ภวาเดีย เขาสนใจเรื่องทางโลกน้อยลง และในวันหนึ่งเขาตัดสินใจว่าจะต้องบรรลุธรรมให้ได้ ภรรยาอ้อนวอนให้เขารอก่อน เพราะเธอรู้สึกแน่ใจว่า พรที่พระศิวะได้มอบให้กำลังจะเป็นจริง คงคา ภวาเดียกล่าวว่า เขาไม่สนใจพระเจ้าในร่างมนุษย์ และเดินจากไป เทวากิริอัมมาจึงตามสามีของเธอไป โดยฝากลูกๆทั้งสองคนไว้กับแม่ของเธอ และระหว่างทาง เธอก็คลอดบุตรคนที่สามออกมา หลังจากนั้น เธอก็นำบุตรไปไว้ใต้ต้นบันยันโดยที่ยังไม่ได้เช็ดเลือดบนตัวเด็กด้วยซ้ำ
    ในตอนนั้น ชาวมุสลิมนามว่าปาติล กำลังเที่ยวป่ากับภรรยาตน ได้หยุดพักที่ต้นบันยัน ทั้งคู่ได้ยินเสียงทารกร้อง และภรรยาก็เหลือบไปเห็นเด็กทารกใต้ต้นไม้ ทั้งสองรู้ว่าทารกเพิ่งเกิด และเขาก็ตามหาแม่ของเด็กไม่พบ เนื่องด้วยทั้งสองไม่มีบุตรด้วยกัน จึงคิดว่าเป็นของขวัญจากพระเจ้า จึงนำกลับไปเลี้ยงและตั้งชื่อว่า บาบู
    บาบูไม่ใช่เด็กธรรมดา เขาจะไปที่มัสยิดและวัดฮินดูบ่อยๆ บาบูพยายามแสดงให้เห็นถึงการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างฮินดูและอิสลาม กระนั้นก็ตาม ทั้งหมู่บ้านได้วุ่นวายกับการกระทำของบาบูนี้
     นางปาติล ซึ่งขณะนั้นได้กลายเป็นหม้ายไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับบาบูดี ทุกๆ วันมีคนมาด่าว่าต่างๆ นาๆ สุดท้าย เธอจึงตัดสินใจพาบาบูไปฝากไว้ที่อาศรมสำหรับเด็กกำพร้า ซึ่งดูแลโดยพระเวนกูสา ก่อนหน้านี้พระเวนกูสาได้ฝันเห็นพระศิวะมาบอกว่าจะมาอาศรมในวันพรุ่งนี้เวลา 10:00 น. วันต่อมาเวนกูสาจึงคอย และแปลกใจมากเมื่อ 10:00 น. บาบูก็มาปรากฏตัว หลังจากได้ฟังนางปาติลเล่าเหตุการณ์ในหมู่บ้านให้ฟัง เขาก็รู้ทันทีว่าบาบูคือพระเจ้าที่อวตารลงมา จึงรับบาบูเข้ามาในอาศรมอย่างปิติยินดีและเคารพยิ่ง

    ไม่นานเด็กในอาศรมจึงเริ่มอิจฉาบาบู พยายามที่จะกลั่นแกล้ง วันหนึ่ง ขณะที่บาบูกำลังอยู่ในป่าเก็บใบบิลวาเพื่อบูชาเวนกุสา เด็กคนอื่นก็แกล้งบาบู พวกเขาทุบตีบาบูอย่างไม่ปรานี เด็กคนหนึ่งขว้างก้อนอิฐถูกศรีษะของบาบูแตก บาบูเลือดออกตลอดทางที่กลับอาศรมแต่ไม่ปริปากบ่นสักคำ เมื่อเวนกูสาเห็น เขาฉีกเสื้อของตัวเองเพื่อพันแผลรอบศรีษะบาบู และร้องไห้เปียกก้อนอิฐซึ่งเต็มไปด้วยเลือดของบาบู

    เมื่อบาบูจากอาศรมไป เวนกูสาได้มอบอิฐก้อนนั้นให้บาบู ซึ่งอิฐนั้นอยู่กับท่านเชอร์ดิจนวันที่ท่านละสังขารไป อิฐอยู่กับท่านตลอดเวลา บางครั้งท่านก็จะให้อิฐก่อนนั้นแทนหมอน อิฐก่อนนี้มีความสำคัญในยามที่ท่านกำลังจะจากไป

    ท่านไสบาบาได้เดินทางไปที่เมืองเชอร์ดิพร้อมด้วยครอบครัวของปาติล ตอนนั้นท่านเป็นนักบวชโยคีหนุ่มตอนนั้นไม่แน่ชัดว่าท่านเป็นฮินดูหรือมุสลิม เมื่อมาถึงเชอร์ดิ ท่านไปพักที่วัดฮินดู แต่พระที่วัดนั้นคิดว่าท่านเป็นมุสลิม จึงให้ท่านไปพักที่มัสยิด ท่านเชอร์ดิไสบาบาได้พักอยู่ที่มัสยิดดวาดามายีจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต ปาฏิหารย์ต่างๆเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่ผู้เลื่อมใสของท่านในเรื่องการรักษาโรคและปกป้องภัยต่างๆ ให้พ้นไป

                                                               ท่านเชอร์ดิไส ขณะรักษาผู้เจ็บป่วย

มีเหตุการณ์หนึ่งที่เลื่องลือเล่าขานเกิดขึ้น
    หลังจากที่ท่านมาเมืองเชอร์ดิไม่นาน ท่านต้องขออาหารและสิ่งจำเป็น สิ่งหนึ่งที่ท่านต้องใช้ตลอดเวลาคือน้ำมัน เพราะว่าท่านต้องการจุดตะเกียงให้สว่างตลอดเวลา ท่านจะไปที่ร้านขายของชำและขอน้ำมันจำนวนน้อย แต่ไม่นานนักเจ้าของร้านซึ่งเป็นคนโลภจึงตัดสินใจไม่ให้น้ำมันแก่นักบุญองค์นี้ ในเทศกาลทีปวาลีซึ่งเป็นเทศกาลที่ตะเกียงจำนวนมากจะถูกจุดขึ้นพร้อมกัน เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของแสงสว่างเหนือความมืด ความดีเหนือความชั่ว ท่านเชอร์ดิไปขอน้ำมันจากร้านขายของชำ ซึ่งทุกคนต่างปฏิเสธที่จะให้ ท่านเชอร์ดิกลับมัสยิด พวกเจ้าของร้านวิ่งตามไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเราประหลาดใจมากเมื่อเห็นท่านเชอร์ดิค่อยๆ ใช้น้ำเติมตะเกียงแทนน้ำมัน ทุกคนต่างคิดว่าท่านคงบ้ามากแน่ๆ แต่ทุกคนก็ตกใจมากขึ้นเมื่อท่านจุดตะเกียง และทุกดวงที่ท่านจุดก็สว่างไสว ตอนนี้เจ้าของร้านทุกคนตรงเข้ากราบเท้าท่านและขออภัยท่าน

                                                               ท่านเชอร์ดิ ขณะโดนผู้คนเยาะหยัน

    ที่มัสยิดมีเตาเผาไฟอยู่ตลอดเวลา ท่านเชอร์ดิมักจะเผาผง "วิภูติ" ให้แก่สาวกของท่าน ท่านได้รับการบูชาทั้งจากชาวฮินดูและชาวมุสลิม และพยายามทำให้สองศาสนารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

    วันหนึ่งในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1918 ในช่วงที่ท่านเชอร์ดิไม่อยู่ เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังกวาดพื้นมัสยิด เขายกก้อนอิฐขึ้นเพื่อกวาดพื้น แต่กลับทำหลุดมือตกไปพื้นโดยไม่ตั้งใจ อิฐแตกเป็นสองเสี่ยง ท่านเชอร์ดิไสบาบากลับมาเห็นเข้าจึงกล่าวว่า "มันไม่ใช่ก้อนอิฐหรอก แต่เป็นชะตาของข้าต่างหากที่แตกเป็นแสี่ยง มันเป็นเพื่อนคู่ใจของข้าตลอดมา มันได้จากข้าไปแล้วในวันนี้ โดยอาศัยมัน ข้าได้ทำสมาธิถึงจิตที่บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา มันมีความหมายเหมือนชีวิตของข้า"

    ในวันที่ 15 ตุลาคม "วันวิชัยดาสามี" ประมาณบ่ายสองโมงครึ่ง ท่านเชอร์ดิไสบาบาก็ละสังขารไป ในเช้าวันที่ 16 ท่านปรากฏตัวต่อสาวกผู้ใกล้ชิดนามว่า"คัสบู" ที่เมืองปันธาเปอร์ และกล่าวว่า "พวกขายน้ำมันได้เยาะหยันข้ามาก ฉะนั้นข้าจึงจากเชอร์ดิไป มัสยิดพังทลายแล้ว ข้าพเจ้ากำลังจะไป"

    หลังจากที่ท่านละสังขารไป ชาวฮินดูและชาวมุสลิมต่างเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเกี่ยวกับร่างของท่าน ชาวฮินดูต้องการเผา ชาวมุสลิมต้องการฝังทั้งคู่ต่างอ้างกรรมสิทธิ์นร่างของท่าน แต่ทั้งหมดกลับแปลกใจมากเมื่อเปิดผ้าแล้วพบเพียงดอกไม้กองหนึ่งเท่านั้น

                                                                ท่านเชอร์ดิไส หลังจากเข้าสู่สมาธิ

    ท่านเชอร์ดิไสบาบาบอกกับผู้เลื่อมใสอย่างน้อยสองคนเกี่ยวกับการมาเกิดใหม่ในอีกแปดปีข้างหน้า ครั้งหนึ่งท่านประกาศกับผู้เลื่อมใสที่ใกล้ชิดคือ กากาซาเฮ็บ ดิชิด ว่าหลังที่ท่านจากไปแล้ว ท่านจะมาเกิดในอีกแปดปีข้างหน้า ในปี ค.ศ.1927 

    ท่านบอกสตรีคนหนึ่งซึ่งเสียบุตรไปสี่คน ให้ฟังถึงการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของท่าน เธอขอให้ได้อยู่กับเชอร์ดิไสบาบา ตลอดไป ท่านกล่าวกับเธอว่า "ไม่ใช่ตอนนี้ เมื่อข้าพเจ้ากลับมาอีกครั้งหนึ่งที่รัฐอันตรประเทศ เธอจะพบข้าที่นั่นและอยู่กับข้า" (การทำนายนี้ถูกต้อง ปัจจุบันผู้หญิงคนนี้เป็นผู้อยู่อาศัยถาวรที่ประศานตินิลยัม ซึ่งตั้งอยู่เมืองปุตตปาร์ตี รัฐอันตรประเทศ)

                                                                                       - จากหนังสือ เชอร์ดิไสบาบา



 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 12