Website Banner



จำนวนผู้เข้าชมวันนี้ 105
จำนวนผู้เข้าชมเดือนนี้ 2913
จำนวนผู้เข้าชมเดือนที่แล้ว 5437
รวมผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด 400692

พุทธิปัญญาและเมธาศักติ
ปาฐกถาธรรมขององค์ภควัน วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙
    เปรมมาซวารูปา (ความรักในรูปร่าง-เป็นคำที่ท่านไสบาบาใช้เรียกผู้คน) ในโลกนี้เธอคิดว่าเมธาศักติ (ความ
เฉลียวฉลาด) กับพุทธิปัญญาเป็นสิ่งที่เท่าเทียมกันในเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ครั้งหนึ่ง
กษัตริย์วิกรัมฑิตยาเรียกประชุมเพื่อถกปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างพุทธิปัญญากับเมธาศักติ พระองค์ได้
เชิญนักปราชญ์ ผู้รู้ และเหล่าบัณฑิตต่างๆ และได้ถามในที่ประชุมว่า
“ โอ้...ท่านนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ถ้า
พวกท่านบอกข้าพเจ้าถึงความแตกต่างระหว่างพุทธิปัญญาและเมธาศักติได้ ข้าพเจ้าจะมีความสุขมาก ระหว่าง
สองสิ่งนี้ อะไรที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน สูงส่งกว่าและเหนือกว่า ? โปรดบอกให้ข้าพเจ้าทราบด้วย ”
เหล่าบัณฑิตทั้งหลาย
ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าพุทธิปัญญานั้นเหนือกว่าเมธาศักติมาก พวกเขาเห็นว่าเมธาศักตินั้นยังขาดคุณสมบัติของ
ความเท่าเทียมกันและความเป็นภราดรภาพ ซึ่งมีอยู่ในพุทธิปัญญา กษัตริย์วิกรัมฑิตยารู้สึกแปลกใจมาก เพราะ
พระองค์คิดว่าคงไม่มีความแตกต่างกันมากระหว่างพุทธิปัญญาและเมธาศักติ

ความแตกต่างระหว่างความฉลาดและปัญญา
 
   พุทธิปัญญามีคุณสมบัติ ๕ ประการคือ ศรัทธา การปฏิบัติตามธรรมะ สัตยา (ความจริง) โยคะ และมหัตรศักติ
(พลังอันสูงสุดของพระเจ้า) สิ่งเหล่านี้คือพลังที่แท้จริงของพุทธิปัญญา เมธาศักติหมายถึงความฉลาดทางโลกและ
ทางกายภาพ มันไม่มีคุณสมบัติใดๆ ของพุทธิปัญญา ผู้ที่มีความฉลาดจะเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยและ
ขาดความศรัทธา เขามีอหังการ์อันไม่มีขีดจำกัด และความอหังการ์นี้เองที่บดบังอัตมา นั่นทำให้เกิดความทดถอย
ของพลังแห่งพุทธิปัญญา การมีแต่ความฉลาดไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นผู้รู้ที่แท้จริง ช่างโชคร้ายที่ในปัจจุบันผู้ที่มี
ความฉลาดจะได้รับการยกย่องว่ายิ่งใหญ่และควรค่าแก่ความเคารพ แต่ในอดีต ผู้ที่มีพุทธิปัญญาเท่านั้นจะได้รับ
การยกย่องอย่างสูง ไม่ใช่ผู้ที่มีแต่ความเฉลียวฉลาด

คุณสมบัติแรกของพุทธิปัญญา ศรัทธา (ความเลื่อมใสเชื่อมั่นที่แน่วแน่)


     หมายถึงความอยากแสวงหาและความแน่วแน่ แค่นั้นยังไม่พอ เธอจะต้องมีความเลื่อมใสที่มั่นคงด้วย
พุทธิปัญญาส่งผลให้เกิดการประพฤติธรรม (การมีตรีกรณสุทธิ คือความบริสุทธิ์สามประการ นั่นคือความคิด
คำพูด และการกระทำ) เมื่อเธอมีการประพฤติธรรมแล้ว เธอจะเต็มไปด้วยความดีงาม การประพฤติธรรมจะ
ทำให้เธอแสวงหาความจริงแม้ว่าความเลื่อมใสศรัทธาของเธอจะมั่งคงหรือไม่ก็ตาม

     หลังจากที่เธอเข้าใจหลักของการประพฤติธรรมแล้ว เมื่อเธอถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดมันจะเป็นความจริง 
เมื่อเธอมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความบริสุทธิ์ของความคิด คำพูด และการกระทำแล้ว เมื่อนั้นสิ่งที่เธอพูด
จะเป็นความจริง การพูดสิ่งที่เธอได้เห็น ได้ยิน และได้รับรู้จากประสาทสัมผัสต่างๆ ของเธอไม่จำเป็นต้องเป็น
ความจริง เธออาจจะเรียกมันว่านิจัม (ข้อเท็จจริง) มีความแตกต่างกันมากระหว่างสัตยา (ความจริง) กับนิจัม

     คุณลักษณะประการที่สี่ของพุทธิปัญหาคือโยคะ โยคะหมายความว่าอะไร? โลกนี้มีโยคะหลายแบบ แต่ตาม
โยคะสูตรของปตันจลีนั้น โยคะคือการควบคุมคำพูด การมอง การได้ยิน การคิด และความอยาก มันหมายถึงการควบคุมประสาทสัมผัสทุกส่วนและแรงกระตุ้นภายใน

 บทเรียนแรก การควบคุมประสาทสัมผัส

   จงพูดแต่สิ่งที่จำเป็น อย่าพูดมากเกินไป จงพูดแต่ความจริง อย่าหมกมุ่นกับการโต้เถียงในสิ่งที่ไม่เป็นจริง การโต้
เถียงในสิ่งที่เธอไม่มีความรู้นั่นคืออวิชชาโดยแท้ เพราะการทุ่มเถียงที่ไร้ประโยชน์ย่อมทำให้เกิดความเกลียดชัง มัน
ไม่ส่งเสริมความสามัคคีเลย อีกทั้งยังนำไปสู่การเป็นศัตรูกัน การควบคุมประสาทสัมผัสจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

   มหัตรศักติ (พลังอันสูงสุดของพระเจ้า) คือการประกอบกันของศรัทธา การประพฤติธรรม สัตยาและโยคะ พลัง
อันสูงสุดนี้ คือพระเจ้านั่นเอง เมื่อเธอเต็มไปด้วยพลังของพระเจ้า เธอจะมีตรีกรณสุทธิ เธอจะพบรัศมีอันเจิดจรัส
ของความจิงได้จากพระเจ้าเท่านั้น ดังที่มีคำกล่าวว่า “ความจริงคือพระเจ้า” ไม่เพียงเท่านั้น ความศรัทธาก็คือรูป
หนึ่งของพระเจ้า นั่นคือเหตุผลที่ภควัทคีตาประกาศว่า “ผู้ที่มีความศรัทธาที่แน่วแน่จะเข้าถึงญาณ (ปัญญา)”

อะไรคือญาณ ?
   ญาณคือรูปของพระเจ้า สัตยัม ญาณัม อนันตัม บรัมมา (พรหมคือความจริง ปัญญา และความเป็นนิรันดร์ที่อยู่
ในรูปร่าง) ดังนั้น ความจริง การประพฤติธรรม ศรัทธา โยคะ และพลังอันสูงสุดของพระเจ้า ทั้งหมดนี้คือพระเจ้า
สิ่งเหล่านี้คือคุณลักษณะห้าประการของพุทธิปัญญา ภควัทคีตาจึงประกาศว่า “อัตมาอยู่เหนือขอบเขตความเข้าใจ
ของประสาทสัมผัสและสามารถเข้าใจได้ด้วยปัญญาเท่านั้น” พุทธิปัญญาอยู่เหนือประสาทสัมผัส ดังนั้นจึงไม่
สมควรที่จะคิดว่ามันเท่าเทียมกับเมธาศักติ


ลำดับขั้นแห่งจิตวิญญาณ
อัตมา
พุทธิปัญญา
จิตใจ
ประสาทสัมผัส (เมธาศักติ)
ร่างกาย

ตารางแสดงความแตกต่างระหว่างเมธาศักติและพุทธิปัญญา
เมธาศักติ พุทธิปัญญา
  - สามารถทำให้สอบได้คะแนนดี
  สามารถให้เธอทำแต้มได้ในการโต้วาที
  - มีประโยชน์ต่อการหาเลี้ยงชีพ
  - เกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัส
  - ความรู้ทางโลกและหนทางทางโลก
  - พุทธิปัญญาได้รับการส่องแสงจากอัตมาโดยตรง
  - พุทธิปัญญาอยู่ใกล้กับอัตมามากที่สุด
  - นำเธอไปสู่หนทางแห่งจิตวิญญาณ
  - อยู่เลยระดับประสาทสัมผัส
  - ความคิดที่ดีเกิดจากพุทธิปัญญา

    เศรษฐีสร้างบ้านใหญ่ ซึ่งมีห้องรับแขก ห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร ห้องนอนและห้องน้ำ กำแพงเป็นตัวกั้น
ห้องแต่ละห้องออกจากกัน เมื่อไม่มีกำแพงกั้น บ้านทั้งหลังก็จะกลายเป็นห้องโถงใหญ่ กำแพงแห่งความแตกต่าง
ซึ่งสร้างขึ้นโดยมนุษย์เองเป็นตัวกั้นให้คนเราแยกจากกัน มิฉะนั้นแล้วพวกเขาจะสามารถสัมผัสกับความปิติสุขของ
ความเป็นหนึ่งเดียวกันของอัตมาซึ่งอยู่ภายในทุกคน

   สมาชิกในครอบครัวเรียกหัวหน้าครอบครัวต่างๆ กัน บุตรจะเรียกว่า “คุณพ่อ” ภรรยาเรียกว่า “สามีที่รัก”
หลานจะเรียกว่า “คุณปู่ที่เคารพ” และลูกสะใภ้จะเรียกว่า “คุณพ่อสามี” 
สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีความ
สัมพันธ์กับหัวหน้าครอบครัวแตกต่างกัน แต่หัวหน้าครอบครัวก็ยังเป็นคนๆ เดียวกัน ความสัมพันธ์ทั้งหมดนี้คือ
ความสัมพันธ์ทางกายเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับอัตมาเลย ความแตกต่างเหล่านี้จะหายไปเมื่อเธอพัฒนาความศรัทธา
ในความเป็นหนึ่งเดียวกัน เธอไม่จำเป็นต้องฝึกปฏิบัติจิตใจแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะเพื่อลดเลิกการยึดมั่นกับร่าง
กาย ร่างกายเปรียบเหมือนประจุลบ และพลังชีวิตเปรียบเหมือนประจุบวก ซึ่งทำให้ร่างกายทำงานได้
     การทำงานนี้เหมือนกับการทำงานของนาฬิกาไขลาน เมื่อเธอไขลานมันด้วยกุญแจ เข็มนาฬิกาจะเริ่มเดินและเริ่มทำงาน ถ้าเราไม่ไขลานแล้ว เข็มก็ไม่เดินและนาฬิกาก็ไม่ทำงาน ในทำนองเดียวกัน ในนาฬิกาของร่างกาย พลังชีวิตเป็นกุญแจที่ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานได้



 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 103