Website Banner




จำนวนผู้เข้าชมวันนี้ 103
จำนวนผู้เข้าชมเดือนนี้ 2911
จำนวนผู้เข้าชมเดือนที่แล้ว 5437
รวมผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด 400690

บทสนทนากับท่านไสบาบา



ในที่นี่ เราได้คัดเลือกบทสนทนาบางส่วนระหว่างท่านไสบาบา และดร.การันเจีย 
จากหนังสือ พบพระเจ้าที่อินเดีย ในเรื่องที่มีผู้สงสัยมากที่สุด จึงนำมาเสนอให้ท่านได้เข้าใจมากขึ้น

   พระเจ้ามีความจะเป็นอะไร ที่จะต้องใช้ร่างมนุษย์ ?
   การันเจีย : พวกที่สงสัยเขาก็สงสัยว่า ทำไมพระเจ้าจึงต้องใช้ร่างของมนุษย์เล่า ?

   ไสบาบา : เพราะว่านั่นเป็นวิธีเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้พระเจ้าที่อยู่ในตัวมนุษย์ได้สำแดงเดชออกมา องค์อวตารถือ
   เอาร่างของมนุษย์ และทำตัวเหมือนมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์รู้สึกว่าเป็นพี่น้องญาติมิตรกับพระเจ้า ในขณะเดียวกัน    
   องค์อวตารก็ดำเนินชีวิตที่สูงส่งแบบพระเจ้า เพื่อให้มนุษย์เกิดแรงบันดาลใจที่จะยกระดับตนเองให้สูงขึ้นถึงระดับ
   ของพระเจ้าบ้าง การทำให้มนุษยชาติเกิดความตระหนักถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งสถิตอยู่ภายในจิตใจของเขา ใน    
   ฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดพลังชีวิตแก่พวกเขา นั่นคือภารกิจของทุกพระอวตาร





   ทำไมจึงต้องมาเกิด 3 ชาติ เป็นเชอร์ดิไส สัตยาไส และเปรมมาไส ?
   การันเจีย : ทำไมงานนี้จึงต้องแบ่งออกเป็น 3 ภพ 3 ชาติ เป็นท่านเชอร์ดิไส สัตยาไส
   และท่านเปรมมาไสบาบา เล่าครับ ? 


   ไสบาบา : 
ไม่ได้แบ่งออกจากกันหรอก ฉันได้กล่าวถึงเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์ของอวตารทั้งสาม
   และวัตถุประสงค์แห่งภารกิจนั้นแล้ว จะยกตัวอย่างให้ฟัง เธอลองเอาน้ำตาลแดงมาสัก 1 กิโล ซึ่งมันจะมีรสหวาน
   ต่อไปก็ทุบให้มันเป็นชิ้นเล็ก ๆ แต่ละชิ้นก็ยังคงมีรสหวานอยู่ ทุบมันไปเรื่อย ๆ จนเป็นเม็ดผงละเอียด เธอก็จะพบ  
   ว่ารสหวานของมันก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ ดังนั้น ความแตกต่างจึงอยู่ที่ปริมาณไม่ใช่คุณสมบัติ พระอวตาร
   ก็เช่นกัน ภารกิจและพลังอำนาจของพระองค์ที่จะขาดเสียมิได้นั้น แตกต่างกันไปตามยุคสมัย ตามสถานการณ์    
   และสภาพแวดล้อม แต่พระอวตารทั้งหลายก็ยังคงเป็น " ธรรมสวรูป " คือเป็นรูปกายแห่งธรรม หรือรูปกายแห่ง
   พระเจ้าอันเดียวกันนั่นเอง






   ท่านเชอร์ดิไสบาบา เคยกล่าวไว้จริงหรือว่าท่านจะมาเกิดในอีก 8 ปีข้างหน้า หลังท่านสิ้นชีวิตเมื่อปี 1918 ? 
   การันเจีย : ท่านเชอร์ดิ บาบา เคยกล่าวไว้จริงหรือครับ ว่าท่านจะมาเกิดใหม่อีก หลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปแล้ว
   8 ปี ในปี 1918 ? 


   ไสบาบา : 
ใช่แล้ว ท่านเชอร์ดิ บาบา ได้ประกาศไว้เช่นนั้น คำประกาศนี้ ท่านกากา ดิคซิท [kaka Dikshit] และ      
   สานุศิษย์อีกหลายคน ที่อยู่กับท่านเชอร์ดิ บาบา ได้บันทึกเอาไว้






   อะไรที่ทำให้ท่านสัตยา ไสบาบาแน่ใจว่าท่านคือเชอร์ดิไสบาบากลับชาติมาเกิด ?
   การันเจีย : อะไรที่ทำให้ท่านแน่ใจอย่างเหลือเกินว่า ท่านคือเชอร์ดิ บาบา กลับชาติมาเกิดใหม่

   ไสบาบา : ฉันรู้จากประสบการณ์ของตัวฉันเองไงล่ะ เนื่องจากไม่มีคนที่รู้จักท่านเชอร์ดิ บาบา หลงเหลืออยู่เลยใน
   เวลานี้ จึงไม่มีหลักฐานใดๆ ในเรื่องนี้ นอกจากความรู้และประสบการณ์ของฉันเอง

    
ข้อเท็จจริงที่ว่า ฉันได้ประกาศตนเป็นเชอร์ดิบาบาเมื่อ 40 ปีมาแล้ว ขณะนั้นฉันอายุได้เพียง 10 ขวบเท่านั้น และ  
   ตอนนั้นก็ไม่มีใครในอินเดียตอนใต้นี้ ที่เคยรู้จักหรือได้ยินเรื่องของเชอร์ดิ บาบาเลย นี้เป็นข้อพิสูจน์เรื่องนี้ได้






   จำเป็นอะไรที่องค์อวตารต้องแสดงปาฏิหาริย์ อย่างเช่น การเนรมิตผงวิภูติ หรือการเนรมิตสร้อย
   แหวน
ล็อกเกตเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเล่นกลคนไหนก็ทำได้ ? 
   การันเจีย : ผงวิภูติหรือเพรชพลอยและเครื่องประดับจุกจิก ที่ท่านได้เนรมิตแล้วประทานให้แก่ผู้คนต่างๆ นั้น
   มีความสำคัญอย่างไรครับ ? และมีความจำเป็นอะไรหรือครับ ที่พระเจ้าซึ่งอยู่ในร่างมนุษย์จะต้องแสดง
   ปาฏิหาริย์เช่นนั้นออกมา ซึ่งนักแสดงมายากลคนไหนก็สามารถทำได้ 

   
   ไสบาบา : ที่ฉันทำเช่นนั้นก็เพราะ นั่นเป็นพยานหลักฐานที่แสดงถึงความเป็นพระเจ้าของฉัน ฉันไม่ได้ทำเพื่อ        
   โอ้อวดฤทธานุภาพของพระเจ้าแต่อย่างใด การแสดงมายากลที่เธอว่านั้น เป็นการแสดงเพื่อผลประโยชน์
   เป็นการหาเงินและกลเม็ดทางการค้าของพวกนักมายากล พวกเขาสร้างวิธีหลอกลวงที่ถูกต้องตามกฎหมาย
   ขึ้นมา พวกเขาเคลื่อนย้ายสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่ง โดยอาศัยความไวของมือที่ผู้ชมไม่ทันสังเกตเห็นได้
   พวกเขาไม่มีฤทธิ์ หรือพลังอำนาจปาฏิหาริย์แต่อย่างใด


        ในเรื่องการเนรมิตที่ฉันทำนั้น มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่เรื่องของมายากล หรือการโชว์ฤทธิ์
   เพราะประการที่หนึ่งคือ ฉันไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ประการที่สอง ฉันไม่ได้หลอกลวงผู้คนโดยการโยกย้าย
   สิ่งของแต่ฉันเนรมิตมันขึ้นมาใหม่เลย ฉันขอย้ำอีกครั้งว่า ที่ฉันทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะมีความต้องการหรือตัณหา
   ที่จะโอ้อวดพลังอำนาจของฉัน สำหรับฉันแล้ว มันเป็นเสมือน "นามบัตร" ชนิดหนึ่ง
  
เพื่อจะให้ประชาชนมั่นใจใน
   ความรักของฉันที่มีต่อพวกเขา แต่เนื่องจากความรักเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ฉันจึงใช้วิธีเนรมิตสิ่งของนี้ เพื่อเป็น
   ประจักษ์พยานที่แสดงถึงความรักของฉัน มันเป็นเพียงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งเท่านั้นเอง





   การให้ของขวัญเป็นนาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโอเมก้า หรือ HMT ไม่เป็นการโกงบริษัท ละเมิดสิทธิบัตรของเขาหรือ ? 
   การันเจีย : ผมต้องขอโทษท่านสวามีมากครับ ที่ต้องถามอย่างเซ้าซี้ แต่การให้ของขวัญจำพวกนาฬิกาข้อมือยี่ห้อ    OMEGA หรือ HMT นั้น มิเป็นการฉ้อฉลหรือละเมิดสิทธิบัตรของผู้ผลิตหรือครับ ? 

   ไสบาบา : ฉันขอรับรองได้เลยว่า จะไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นแน่นอน กรณีที่เป็นการฉ้อฉล การโกงบริษัท
   หรือการละเมิดสิทธิบัตรของผู้ผลิตนั้นจะเป็นได้ต่อเมื่อ มีการโยกย้ายนาฬิกาจากที่แห่งหนึ่งไปอีกที่หนึ่ง
   แต่ฉันไม่ได้ใช้วิธีโยกย้าย ฉันเนรมิตมันขึ้นมาทั้งหมด อะไรก็ตามที่ฉันประสงค์ สิ่งนั้นจะปรากฏขึ้นทันที
   และฉันก็ยังไม่เคยได้รับการกล่าวหาฟ้องร้องจากบริษัทผู้ผลิตใดๆ เลย ว่าฉันไปละเมิดสิทธิบัตรของเขา





   ถ้าบาบาเป็นพระเจ้าจริงตามคำกล่าวของท่าน ทำไมท่านไม่ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน โดยการบันดาลให้ฝนตกใน      ยามที่เกิดภัยแล้ง หรือเนรมิตอาหารในเวลาที่กันดารอาหาร ด้วยการแสดงพลังอำนาจฤทธิ์เดชของท่าน ?
   องค์อวตารไม่สามารถจะช่วยมนุษย์ในการควบคุมภัยธรรมชาติ และป้องกันภัยภิบัติ จำพวกแผ่นดินไหว น้ำท่วม  
   ฝนแล้ง ความกันดารอาหาร และโรคระบาดได้เลยหรือ ?
   การันเจีย : คนที่วิจารณ์ท่านไสบาบาถามว่า ทำไมพระอวตารผู้ซึ่งเต็มไปด้วยพลังอำนาจสังกัลปะศักติ
   จึงไม่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ด้วยการบันดาลให้ฝนตกในเวลาที่เกิดความแห้งแล้ง หรือเนรมิตอาหาร
   ขึ้นมาในเวลาที่เกิดความอดอยาก
 ท่านไม่สามารถช่วยเหลือมนุษย์ควบคุมธรรมชาติและป้องกันภัยพิบัติจาก
   แผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝนแล้ง ความอดอยาก และโรคระบาดได้เลยหรือ ?

   ไสบาบา : นี่แหละคือสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่ โดยการทำให้มนุษย์ได้กลายเป็นพระเจ้า เพื่อเอาชนะภัยพิบัติเหล่านั้น
   มีอยู่สองวิธีที่พระอวตารจะช่วยผู้คนได้ วิธีแรกคือการแก้ปัญหาในระยะสั้น ส่วนวิธีที่สองก็คือการแก้ปัญหาใน
   ระยะยาว

          การแก้ปัญหาในระยะสั้นคือแก้โดยฉับพลันทันที จะไปขัดกับหลักการขั้นพื้นฐานของธรรมชาติ อีกทั้งยัง
   ขัดกับกฎแห่งกรรมอันเกี่ยวกับเหตุซึ่งนำไปสู่ผล ผู้คนส่วนมากจะหลงใหลอยู่ในโลกทางวัตถุ ตามอำนาจของ
   ตัณหาและอัตตา (ความยึดมั่นถือตน) ที่มีอยู่ในตัวเขา ซึ่งโลกทางวัตถุนี้ถูกควบคุมโดยกฎแห่งกรรม เหตุนี้พวก
   เขาจึงต้องเก็บเกี่ยวผลแห่งการกระทำของเขา ผลกรรมที่เขาได้รับนี้เองที่ทำให้พวกเขาวิวัฒนาการไปในทาง
   ที่ดีขึ้นหรือเสื่อมถอยลง หากองค์อวตารเข้าไปแทรกแซง ด้วยการแก้ไขปัญหาให้พวกเขาอย่างทันทีทันใด
   มันจะทำให้ผลกรรม การปรับปรุงแก้ไข หรือแม้แต่วิวัฒนาการทั้งหมดของเขาก็ต้องหยุดชะงักลง ฉะนั้น
   การแก้ปัญหาโดยวิธีนี้จึงต้องถูกตัดออกไป เพราะมันไปขัดและลบล้างกฎธรรมชาติโดยสิ้นเชิง

          การให้ความช่วยเหลือหรือการแก้ไขปัญหาอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งจะได้ผลดีกว่า คือการแก้ปัญหาในระยะยาว
   ทำได้โดยองค์อวตารจะเป็นผู้นำผู้คนในการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น เพื่อทำให้พวกเขาเข้าใจความจริงในทาง      
   จิตวิญญาณ แล้วจะได้หันเข้าหาความถูกต้อง ความดีงาม และดำเนินชีวิตด้วยจิตใจที่แน่วแน่ เพื่อเข้าสู่สภาวะ
   ที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้พวกเขาเข้าใจถึงความจริง กฎธรรมชาติ และกฎแห่งกรรมอีกด้วย

          เมื่อพวกเขาตระหนักและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พวกเขาก็จะสามารถอยู่เหนือวัฏจักรของกฎแห่งกรรม
    สามารถควบคุมธรรมชาติไว้ได้ และหลีกเลี่ยงภัยพิบัติต่าง ๆ ดังที่เธอกล่าวถึงได้





   ทำไมท่านไม่เนรมิตผลฟักทองหรือลูกแตงกวา หรือนาฬิกาข้อมือที่มีตราต่างหาก
   เพื่อพิสูจน์ว่า
เป็นสิ่งที่ท่านเนรมิตขึ้นมาเอง ไม่ได้เอามาจากโรงงาน ?
   การันเจีย : บาบาได้ชี้แจงอย่างกระจ่างเกือบทุกปัญหาที่ ดร. เอช. นรสิงห์ และนักวิจารณ์คนอื่นๆ สงสัยแล้ว
   แต่กระนั้นก็ยังมีบางข้อที่ยังไม่ได้ตอบ ดร. เอช. นรสิงห์ถามว่า "ทำไมท่านไม่เนรมิตสิ่งของเป็นฟักทอง แตงกวา 
   หรือนาฬิกาข้อมือที่มียี่ห้อพิเศษโดยเฉพาะ เพื่อพิสูจน์ว่าการเนรมิตของท่านนั้น ไม่ได้เอามาจากโรงงาน ? 
 
   ไสบาบา : ฟักทองและแตงกวานั้น สามารถเนรมิตได้เช่นเดียวกับวัตถุอื่นๆ แต่ของจำพวกนี้เป็นของที่เน่าเปื่อย  
   ชำรุดเสียหายได้ง่าย ฉันเคยอธิบายไปแล้วว่า มันควรเป็นของที่คงทนถาวร ดังนั้นฉันจึงเนรมิตเป็นแหวนหรือ
   นาฬิกาไว้ให้เป็นเครื่องราง หรือเป็นสื่อในการติดต่อถึงกันระหว่างองค์อวตารและผู้เลื่อมใส

          จุดสำคัญที่พวกเขาเสนอมาอย่างนั้น ก็เพราะพวกเขาคงจะคิดว่าวัตถุที่มีขนาดใหญ่ เช่นฟักทองนั้น 
    จะโยกย้ายหรือสับเปลี่ยนได้ยาก ไม่เหมือนของเล็กๆ อย่างแหวน แต่ฉันก็บอกอยู่เสมอว่าฉันไม่ได้โยกย้าย
    สับเปลี่ยนสิ่งของ โดยอาศัยการพลิกฝ่ามือของมือ แต่ฉันเนรมิตมันขึ้นมาต่างหาก
 

          ที่นี้ก็มาถึงคำถามอีกข้อของเธอ เรื่องแหวนหรือนาฬิกาที่มียี่ห้อพิเศษโดยเฉพาะ เพื่อพิสูจน์ว่า
     ฉันเนรมิตมันขึ้นมา แล้วเธออยากจะให้ฉันเนรมิตอะไรให้เธอสักอย่างไหมล่ะ ?


   การันเจีย : แน่นอนครับท่านสวามี ผมกำลังอยากได้พอดี

ท่านไสบาบาได้โบกมือไปในอากาศ..........
แล้วก็เกิดเป็นแหวนเงินขึ้นมาวงหนึ่งสลักเครื่องหมาย "โอม" อยู่ตรงกลาง
และมีคำว่า "ไส ราม" อยู่ข้างๆ จากนั้นก็จับมือขวาของข้าพเจ้าไว้
แล้วเอาแหวนสวมเข้าที่นิ้วกลางอย่างนุ่มนวล ปรากฏว่ามันสวมได้พอดีกับนิ้วกลาง 
และนั้นก็เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากได้จากบาบาที่สุด

   ขอบคุณครับท่าน บาบาครับ ท่านได้ตอบคำถามข้อนี้อย่างหมดจดงดงามมาก




   ทำไมท่านไม่ยอมให้มีการตรวจสอบตัวท่านภายใต้สถานการณ์ที่มีการควบคุมทางวิทยาศาสตร์ ? 
   การันเจีย : คณะกรรมการของดร. เอช. นรสิงห์ อยากจะตรวจสอบปาฏิหาริย์ของท่านด้วยวิธีการทาง
   วิทยาศาสตร์ ภายใต้เงื่อนไขที่มีการควบคุม แต่ท่านปฏิเสธข้อเสนอนี้ ท่านพอจะชี้แจงเหตุผลได้ไหมครับ
   ว่าเพราะเหตุใด ?
 
   ไสบาบา : วิทยาศาสตร์ มีทัศนะที่จำกัดอยู่กับเรื่องทางด้านวัตถุ และกายภาพ จะมาตรวจสอบปรากฏการณ์
   ที่ลึกซึ้งเหนือธรรมชาติ ซึ่งอยู่เกินวิสัยที่วิทยาศาสตร์จะเข้าถึงได้อย่างไร ?
  
นี่เป็นการผิดหลักเหตุผลชัดๆ ฝ่ายหนึ่ง    ขึ้นอยู่กับวัตถุ อีกฝ่ายหนึ่งขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณ วิทยาศาสตร์นั้นมีขอบเขตจำกัด อยู่กับสิ่งที่รับรู้ได้ด้วย
   ประสาทสัมผัสของมนุษย์ ส่วนจิตวิญญาณนั้นเป็นเรื่องที่อยู่เหนือประสาทสัมผัส ถ้าเธออยากเข้าใจถึงธรรมชาติ    ของพลังงานทางจิต เธอก็ต้องใช้วิธีการทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่วิธีการทางวิทยาศาสตร์ สิ่งที่วิทยาศาสตร์สามารถ
   ศึกษาความเร้นลับ และให้ความกระจ่างได้นั้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวของปรากฏการณ์แห่งจักรวาลเท่านั้น
   แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังคุยโอ้อวดในความรู้ของมันจนเกินความเป็นจริงไปเสียแล้ว





 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 102