Website Banner




จำนวนผู้เข้าชมวันนี้ 81
จำนวนผู้เข้าชมเดือนนี้ 3928
จำนวนผู้เข้าชมเดือนที่แล้ว 3724
รวมผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด 396270

 ไส อวตาร



การสัมภาษณ์ท่านไสบาบาโดย Dr. R.K. Karanjia (การันเจีย)
เกี่ยวกับการอวตารทั้ง ๓ ชาติของไส
จากหนังสือ พบพระเจ้าที่อินเดีย (GOD LIVES IN INDIA)

การันเจีย : ในเบื้องต้นนี้ ท่านสวามีครับ เราอยากรู้อะไรสักเล็กน้อยเกี่ยวกับการอวตารลงมาเกิดทั้ง 3 ชาติของท่านครับ คือชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า ตั้งแต่ท่านเชอร์ดิไสบาบา มาถึงสัตยาไสบาบาและเปรมมาไสบาบา ที่จะมาในอนาคต ตามคำบอกของท่าน

ไสบาบา : ก่อนอื่น เธอจะต้องทำความเข้าใจในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ของการอวตารลงมาทั้ง 3 ครั้ง ในยุคอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน ทั้งในยุคของพระรามและพระกฤษณะ นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก เมื่อคนเราไม่เข้าใจปัจจุบัน แล้วเขาจะรู้ จะเข้าใจอดีตได้อย่างไร ? ทุกการอวตารจะสมบูรณ์อย่างเต็มที่ โดยสัมพันธ์กับเวลา สถานการณ์และภารกิจในเวลานั้น ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลยในรูปแบบการอวตารของพระเจ้า ที่อวตารลงมาเป็นพระกฤษณะ หรือไสบาบาองค์นี้
           พระรามอวตารลงมาเพื่อปลูกฝังความจริงและความชอบธรรม พระกฤษณะอวตารมาเพื่อดูแลต้นไม้แห่งสันติและความรักความเมตตา บัดนี้ หลักการอันศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น กำลังตกอยู่ในอันตรายจนอาจถึงพินาศสิ้น อันเนื่องมาจากความอ่อนแอของตัวมนุษย์ ซึ่งตกอยู่ภายใต้อำนาจการโถมกระหน่ำโจมตีของพลังที่ชั่วร้ายต่างๆ ความชั่วร้ายกำลังกำชัยเหนือความดี ความมีจิตใจสูงและสภาวะที่เป็นทิพย์ในตัวมนุษย์ นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมอวตารองค์ปัจจุบันนี้ จึงต้องลงมาพร้อมด้วยพลังอำนาจทั้งมวลแห่งจักรวาล ทั้งนี้เพื่อปกป้องธรรมะให้พ้นจากอธรรม
 


 ทำไมพระเจ้าจึงมาปรากฏในร่างมนุษย์ ? (WHY GOD TAKES HUMAN FROM)


การันเจีย : คำว่าองค์อวตารในปัจจุบันนี้ ท่านหมายถึงไสบาบาใช่ไหมครับ ?

ไสบาบา : ใช่แล้ว ฉันอวตารลงมาเกิดหลายยุคหลายสมัย ชาติแล้วชาติเล่า เพื่อปกป้องธรรมะให้พ้นจากอธรรม เมื่อใดที่เกิดความโกลาหล เกิดความขัดแย้ง ความแตกแยกไม่ลงรอยกันทั่วโลก พระเจ้าก็จะอวตารลงมาในร่างมนุษย์ เพื่อบอกหนทางที่จะนำไปสู่ความรัก ความปรองดอง และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

การันเจีย : นั่นก็พอเข้าใจได้ แต่พวกที่สงสัยเขาก็สงสัยว่า ทำไมพระเจ้าจึงต้องใช้ร่างของมนุษย์เล่า ?

ไสบาบา : เพราะว่านั่นเป็นวิธีเดียวเท่านั้น ที่จะให้พระเจ้าที่อยู่ในตัวมนุษย์ได้สำแดงเดชออกมา องค์อวตารถือเอาร่างของมนุษย์ และทำตัวเหมือนมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์รู้สึกว่าเป็นพี่น้องญาติมิตรกับพระเจ้า ในขณะเดียวกัน องค์อวตารก็ดำเนินชีวิตที่สูงส่งแบบพระเจ้า เพื่อให้มนุษย์เกิดแรงบันดาลใจที่จะยกระดับตนเองให้สูงขึ้นถึงระดับของพระเจ้าบ้าง การทำให้มนุษยชาติเกิดความตระหนักถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ซึ่งสถิตอยู่ในจิตใจของเขา ในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดพลังชีวิตแก่พวกเขา นั่นคือภารกิจของทุกพระอวตาร
          พระอวตารในยุคก่อนๆ เช่นพระราม และ พระกฤษณะ จำเป็นต้องทำลายชีวิตบางชีวิต ที่ประพฤติตนเป็นศัตรูต่อวิถีทางอันประเสริฐของชีวิต ทั้งนี้ก็เพื่อสถาปนาหนทางแห่งธรรมะให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ความชั่วร้ายได้แปดเปื้อนโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก จนกระทั่งมนุษย์ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ล่อแหลมต่อความพินาศเต็มที เหตุนี้ในอวตารปางปัจจุบันของฉัน จึงพร้อมด้วยพลังอำนาจอันเพียบพร้อมของพระเจ้าซึ่งปราศจากรูปลักษณ์เพื่อแก้ไขมนุษยชาติ เพื่อยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้น และนำพาพวกเขาให้กลับไปสู่หนทางที่ถูกต้อง นั่นก็คือหนทางแห่งความจริง ความประพฤติ ความสงบสันติ และความรัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง ที่เป็นหนทางที่จะนำมนุษย์ไปสู่พระเจ้า


 คำสอนของพระอวตารทั้งสาม (MESSAGE OF TRIPLEINCARNATION)

การันเจีย : ทำไมงานนี้จึงต้องแบ่งออกเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติ เป็นท่านเชอร์ดิไส สัตยาไส และเปรมมาไส เล่าครับ ?

ไสบาบา :
  ไม่ได้แบ่งออกจากกันหรอก ฉันได้กล่าวถึงเรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวอย่างสมบูรณ์ขององค์อวตารทั้งสาม และวัตถุประสงค์แห่งภารกิจนั้นแล้ว จะยกตัวอย่างให้ฟัง เธอลองเอาน้ำตาลแดงมาสักหนึ่งกิโล ซึ่งมันมีรสหวาน ต่อไปก็ทุบให้มันเป็นชิ้นเล็กๆ แต่ละชิ้นยังคงมีรสหวานอยู่ ทุบมันไปเรื่อยๆ จนเป็นเม็ดผงละเอียด เธอก็จะพบว่ารสหวานของมันยังคงอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ ดังนั้นความแตกต่างจึงอยู่ที่ปริมาณ ไม่ใช่คุณสมบัติ พระอวตารก็เช่นกัน ภารกิจและพลังอำนาจของพระองค์ที่ขาดเสียมิได้นั้น แตกต่างกันไปตามยุคสมัย ตามสถานการณ์และสภาพแวดล้อม แต่พระอวตารทั้งหลายก็ยังคงเป็น "ธรรมสวรูป" คือรูปกายแห่งธรรม หรือรูปกายแห่งพระเจ้าอันเดียวกันนั่นเอง  
เราลองมาดูตัวอย่างจากผลไม้ มันเริ่มตั้งแต่เป็นเมล็ด เจริญงอกงามเป็นต้นไม้ จากนั้นก็เป็นผลไม้

 

WORK (งาน) เปรียบเหมือน เมล็ด
     WORSHIP (การบูชา) เปรียบเหมือน ต้นไม้
          WISDOM (ปัญญา) เปรียบเหมือน ผลไม้
 

          เชอร์ดิ ไสบาบา อวตารองค์ก่อน ได้วางรากฐานเพื่อให้ทุกศาสนารวมกัน และให้คำสอนแก่มนุษย์เกี่ยวกับหน้าที่คือ งาน (DUTY IS WORK)
          ภารกิจของอวตารองค์ปัจจุบันก็คือ การทำให้ทุกคนได้รู้ตระหนักว่า เนื่องจากพระเจ้าหรือทิพย์สภาวะแห่งพระผู้เป็นเจ้าได้มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน ฉะนั้นคนเราจึงควรให้ความเคารพกัน รักกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยไม่มีการถือชั้นวรรณะ ไม่มีการเหยียดสีผิวหรือรังเกียจศาสนาของผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ WORK (งานหรือหน้าที่) ทุกชนิดก็จะกลายเป็น WORSHIP (การปฏิบัติบูชา)ไปในที่สุด
          เปรมมา ไสบาบา อวตารองค์ที่สาม ก็จะเผยแพร่คำสอนที่ว่า ไม่แต่เพียงพระเจ้าจะสถิตอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนเท่านั้น แต่ทุกคนนั้นแหละคือพระเจ้า นั่นก็คือ WISDOM (ดวงปัญญา) คุณสมบัติอันสุดท้ายที่จะทำให้ทุกคนบรรลุถึงความเป็นพระเจ้าได้ ด้วยเหตุนี้ พระอวตารทั้งสาม จึงเป็นผู้นำคำสอนทั้งสามนี้ มาเผยแพร่แก่เรา




 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 33