Website Banner


จำนวนผู้เข้าชมวันนี้ 48
จำนวนผู้เข้าชมเดือนนี้ 3895
จำนวนผู้เข้าชมเดือนที่แล้ว 3724
รวมผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด 396237


 ชีวประวัติโดยย่อขององค์ภควัน




            ณ หมู่บ้านปุตตปาร์ตี ครอบครัว ราชู ซึ่งเป็นที่กล่าวขานว่าประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัด หัวหน้าของครอบครัวคือท่าน กอนดามะ ราชู ท่านมีบุตรชายสองคน คนแรกมีชื่อว่า เวนกะปะ ราชู ได้แต่งงานกับหญิงนามว่า อิชวารัมมา ทั้งสองมีบุตรชายและบุตรสาวอีกสองคน ต่อมา นางอิชวารัมมาต้องการมีบุตรชายอีกคน จึงได้ทำพิธี สัตยา นารายาณะ บูชา และถือศีลอย่างเคร่งครัด ในไม่ช้านางก็ตั้งครรถ์

            ในระหว่างที่นางตั้งครรถ์นั้น มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในบ้าน เช่น ตอนเที่ยงคืนมักมีเสียงดนตรีดังขึ้นเองโดยไม่มีผู้เล่น ผู้คนต่างพยายามหาคำอธิบาย เวนกะปะจึงรีบไปที่เมือง พุกกะปานัม เพื่อไปปรึกษาท่านบัณฑิตผู้หนึ่ง บัณฑิตได้ทำนายว่า นี่เป็นโอกาสมงคลที่จะมีการปรากฏของพลังอำนาจแห่งความสุขที่ยิ่งใหญ่

            ในเช้าตรูของวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๒๖ ขณะที่ชาวบ้านกำลังร้องเพลงสรรเสริญพระศิวะ เนื่องจากวันนั้นเป็นวันอันศักดิ์สิทธิ์ของเดือน เป็นวันจันทร์ซึ่งถือเป็นวันบูชาพระศิวะ ในขณะนั้นมารดาของเวนกะปะกำลังทำพิธี สัตยา นารายาณะ บูชา อยู่ นางอิชวารัมมาก็รู้สึกเจ็บท้องคลอด จึงให้คนไปตามมารดาของเวนกะปะ แต่พิธีบูชายังไม่เสร็จ นางจึงบอกให้รอก่อน จนกระทั่งทำพิธีเสร็จ นางจึงนำของบูชาในพิธีมาให้อิชวารัมมาทาน และบัดนั้น ทารกน้อยก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังพ้นขอบฟ้า

            เด็กน้อยผู้นี้ได้ชือว่า สัตยา นารายาณะ ผู้คนในหมู่บ้านต่างรักและเอ็นดูเด็กคนนี้มาก บางทียังดูเหมือนจะมีรัศมีเปล่งออกมารอบๆ ศรีษะ ซึ่งงดงามเหนือคำบรรยายใดๆ

            กาลเวลาผ่านไป สัตยาน้อยก็เจริญวัยขึ้นท่ามกลางความเบิกบานใจของคนทั้งหมู่บ้าน เด็กคนนี้ชอบทาผงวิภูติที่บริเวณหน้าผาก และมักขอให้ทาใหม่อยู่เสมอ ท่านสัตยาน้อยมักจะปลีกตัวจากบริเวณที่มีการฆ่าหรือทรมานสัตว์ ท่านจะไม่ยอมเข้าไปในครัว ไม่ยอมใช้ภาชนะหุงต้มเนื้อสัตว์ เมื่อใดก็ตามที่จะมีการเลี้ยงอาหารโดยนำเนื้อสัตว์มาทำเป็นอาหาร ท่านก็มักจะไปหาสัตว์เหล่านั้นแล้วกอดให้ความรักความเมตตากับสัตว์ตัวนั้น

            เมื่อมีขอทานมาที่ประตูหน้าบ้าน ท่านก็จะหยุดเล่นแล้วบังคับให้พี่สาวนำอาหารมาให้ขอทาน พวกผู้ใหญ่มักจะไม่พอใจที่ต้องให้อาหารแก่ขอทานอย่างไม่สิ้นสุด ดังนั้นบางครั้งจึงไล่ขอทานออกไป แต่เด็กชายสัตยาก็จะใช้วิธีส่งเสียงร้องอย่างไม่ยอมหยุด จนกว่าผู้ใหญ่จะนำเอาอาหารมาให้ขอทาน บางครั้งผู้ใหญ่ต้องการให้สัตยาหยุดพฤติกรรมแบบนี้ จึงกล่าวว่า "ระวังเถอะ คอยดูซิว่าถ้าเธอให้อาหารขอทาน เธอจะต้องอดตาย" แต่นั่นไม่ได้ทำให้เด็กน้อยหวั่นไหว ยังคงเอาอาหารมาให้ขอทานเช่นเดิม และเมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ท่านก็ปฏิเสธที่จะรับประทานอาหาร แต่ท่านก็ยังคงมีแรงวิ่งเล่นไปมาในหมู่บ้าน ไม่มีท่าทางของคนอดอาหารแม้แต่น้อย ท่านมักจะบอกว่า มีชายชราคนหนึ่งนำอาหารมาให้ท่านรับประทาน แล้วยื่นมือให้ดมกลิ่นอาหาร ซึ่งไม่มีใครเคยได้กลิ่นอาหารชนิดนี้มาก่อน แล้วในหมู่บ้านแห่งนี้ ก็ไม่มีใครเคยพบเคยเห็นชายชราคนนี้เลย




ขณะที่นางอัชวารัมมาตั้งครรถ์ ครั้งหนึ่งนางได้ไปตักน้ำที่บ่อน้ำ
ตอนนั้นเอง นางก็ได้เห็นแสงประหลาดพุ่งมาจากท้องฟ้า แล้วหายเข้าไปในท้องของนาง



            เมื่อเด็กชายสัตยาอายุได้ ๘ ขวบ ท่านต้องเดินทางไปเรียนหนังสือที่พุกกะปานัม ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านของท่านประมาณ ๒ ไมล์ครึ่ง เด็กน้อยต้องออกจากบ้านแต่เช้า เดินไปโรงเรียนกับเพื่อน ท่านต้องเดินท่ามกลางแสงแดดและสายฝน เดินลุยไปในสถานที่ที่มีโคลนตม บางครั้งท่านต้องแบกกระเป๋าไว้บนศรีษะ เพื่อเดินผ่านน้ำ ซึ่งมีระดับความลึกประมาณคอของท่าน

            เด็กชายสัตยามักจะเขียนบางสิ่งบางอย่างอยู่เสมอ ท่านบอกว่า ท่านกำลังแต่งเพลง และคัดลอกเพลงเพื่อแจกให้กับเพื่อนในชั้นเรียน ครั้งหนึ่ง ขณะครูกำลังสอน แต่เด็กชายสัตยากำลังเขียนเพลงโดยไม่ได้ฟังครูสอน ครูโมโหมาก จึงตะโกนว่า "ใครที่ไม่ได้จดคำสอนของครู ยืนขึ้น" เด็กชายสัตยาจึงยืนขึ้นและกล่าวว่า "ครูครับ ทำไมผมต้องจดคำสอนด้วย ในเมื่อผมเข้าใจคำสอนของครูหมดแล้ว ขอให้ครูถามผมอะไรก็ได้ แล้วผมจะตอบครูเอง" เมื่อได้ฟังเช่นนี้ ครูก็ยิ่งทวีความโมโหขึ้น จึงสั่งให้เด็กชายสัตยายืนบนม้านั่งจนกระดิ่งหมดเวลา
 

เด็กชายสัตยาโดนทำโทษให้ยืนบนม้านั่ง จนกระดิ่งหมดเวลา

            เมื่อกระดิ่งบอกหมดเวลา ครูสอนวิชาต่อไปก็เข้ามา ครูผู้นี้ชื่อว่า มาบับ คาน (ท่านไสบาบามักจะยกย่องครูผู้นี้เสมอ) เขาตกใจมากที่พบเด็กชายสัตยายืนอยู่บนม้านั่ง และครูก็ยังคงนั่งเก้าอี้อยู่ไม่ลุกไปไหน เขาจึงกระซิบถามว่าทำไมจึงไม่ยอมลุกออกไป ครูก็บอกว่า ขณะที่ครูกำลังจะลุก เก้าอี้จะติดก้นครูมาด้วย นักเรียนในห้องได้ยินก็พากันหัวเราะ ทุกคนพูดว่า คงจะเป็นเพราะพลังของสัตยา ส่วนมาบับ คาน นั้นรู้ได้ทันที จึงกระซิบให้ครูสั่งเด็กชายสัตยานั่งลง ทันทีที่ครูสั่งให้เด็กชายสัตยานั่งลง เก้าอี้ก็หลุดออกจากก้นครูทันที



เด็กชายสัตยา และเพื่อนๆ กำลังร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า และเดินไปรอบๆ หมู่บ้าน
            
            เมื่อเด็กชายสัตยาอายุได้ ๑๐ ขวบ ท่านก็ได้ตั้งกลุ่ม “ภชัน” หรือกลุ่มร้องเพลง เพื่อที่จะเป็นตัวอย่างในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง กลุ่มนี้จะมีเด็กๆ ประมาณ ๑๖-๑๘ คน เด็กๆ จะถือธงและกระดิ่งเต้นไปอย่างสนุกสนานพร้อมกับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เดินทางไปบูชาพระเจ้า สัตยาเป็นผู้นำของกลุ่มนี้ เป็นผู้บริหาร เหรัญญิก ครู ผู้แต่งบทละครเพลง และเป็นนักร้องนำ บางครั้งท่านจะร้องและเต้นควบคู่ไป ท่านได้สอนบทเพลงเกี่ยวกับพระเจ้าให้แก่เด็กๆ เหล่านี้ด้วย บางเรื่องในดนตรีของท่าน ผู้คนในหมู่บ้านต่างไม่เคยได้ยินมาก่อน บางทีท่านก็จะเอ่ยถึงชื่อเชอร์ดิไส ซึ่งผู้คนในหมู่บ้านก็จะรู้สึกแปลกใจและสงสัยว่าท่านไสบาบาแห่งเมืองเชอร์ดินั้นคือใครกัน

            
กลุ่มภชันจะร้องรำทำเพลงไปตามถนน เด็กๆ เหล่านี้จะเก็บค่าสมาชิกจากแต่ละบ้านประมาณเดือนละ ๑ แอนนา เป็นค่าซื้อน้ำมันจุดตะเกียง ถือเดินไปรอบๆ หมู่บ้าน ในช่วงงานเทศกาลก็จะเก็บ ๒ แอนนา เพื่อซื้อตะเกียงเจ้าพายุ สำหรับจุดไปถึงเมืองพุกกะปานัมได้

            ต่อมา เศษมะ ราชู พี่ชายคนโตของท่านสัตยา ได้แต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เมือง กามาลาเปอร์ เขาจึงพาสัตยาไปเรียนหนังสือที่นั่นด้วย เด็กชายสัตยาไปโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ ครูลูกเสือ ซึ่งเป็นคนที่รักเด็กมาก ได้พยายามชักชวนท่านสัตยาให้เข้าร่วมกลุ่ม และสัตยาก็ได้เข้าร่วมกลุ่มทันพอดีกับงานแสดงวัวควาย และงานแสดงต่างๆ ที่จัดขึ้นที่เมืองพุชปาคีรี ซึ่งครูก็ตั้งใจที่จะพาเด็กๆ เหล่านี้ไปที่งาน เพราะจะต้องมีคนมาร่วมงานมากมาย เด็กๆ จะได้ไปดูแลเรื่องความสะอาด การจัดอาหารเครื่องดื่ม การปฐมพยาบาล และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่างๆ แต่ค่ายนี้จะต้องเสียเงินคนละประมาณ ๑๐ รูปี เด็กชายสัตยาไม่มีเงินเลย ท่านจึงตัดสินใจเดินเท้าไปที่เมืองพุชปาคีรี ท่านไปถึงที่นั่นเวลาสามทุ่มก่อนวันงาน เด็กชายสัตยาเหนื่อยมากจึงหลับไปริมฝั่งแม่น้ำ ร่วมกับคนที่มาชุมนุมกัน

            เช้ารุ่งขึ้นเมื่อท่านตื่นขึ้น ท่านพบว่าทั้งกระเป๋าเงินและเสื้อผ้าของท่านหายไป แต่ท่านไม่เป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย และในระหว่างที่ท่านเดินไปมาอยู่นั้น ท่านก็ได้พบเหรียญ ๑ แอนนา ท่านไปที่ตลาดและพบคนผู้หนึ่งนั่งอยู่พร้อมกับเกมส์เสี่ยงโชค ท่านไสบาบาได้เข้าไปเล่น และท่านชนะจนได้เงินมาถึง ๑๒ แอนนา ซึ่งเงินจำนวนนี้ทำให้ท่านอยู่ได้ถึงหนึ่งอาทิตย์

            ครูลูกเสือได้มอบหมายหน้าที่ให้กับเด็กชายสัตยาและเพื่อนๆ สัตยาเองก็ช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้น และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมชั้นของท่านทำงานรับใช้อย่างไม่เห็นแก่ตัว แม้กระทั่งทุกวันนี้ สิ่งนี้ก็เป็นหัวใจสำคัญของคำสอนของท่าน

            เมื่อถึงวันกลับ สัตยาแอบหนีออกมาจากค่าย แม้ผู้อื่นจะเรียกให้ท่านกลับโดยรถเมล์ แต่ท่านไม่ได้จ่ายค่ารถเมล์ ท่านจึงเดินกลับ

           ขณะที่ท่านไสบาบาอยู่ที่เมืองกามาลาเปอร์ หากท่านต้องการใช้เงิน ท่านจะแต่งเพลงให้กับพ่อค้าคนหนึ่งชื่อ สุบันนา เมื่อใดก็ตามที่สุบันนาต้องการเพิ่มยอดขายสินค้า หรือนำสินค้าใหม่ออกขาย เขาจะไปดักพบเด็กชายสัตยาระหว่างทางที่ไปโรงเรียน และในตอนเย็นเด็กชายสัตยาจะกลับมาพร้อมกับเพลงโฆษณาสินค้าชิ้นนั้น ในภาษาเตเลกู ส่งผลให้สินค้านั้นขายดี และเพื่อเป็นการตอบแทน เขาจะซื้อเสื้อผ้า หรือของใช้ที่จำเป็นให้แก่เด็กชายสัตยา........



 นี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง ในเรื่องราวชีวิตในวัยเด็ก
ที่สุดแสนมหัศจรรย์ของท่านสัตยา ไสบาบา
เรื่องราวอื่นๆ นั้น เราจะขอนำเสนอในโอกาสต่อไป


 ขอขอบพระคุณองค์ภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา องค์อวตารแห่งยุค
ที่ทรงประทานแสงสว่างให้แก่พวกเรา และขอให้ทุกท่านที่ได้พบแสงสว่างนั้น
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ก้าวสู่ชีวิตแห่งจิตวิญญาณต่อไป
ด้วยความปรารถนาดี.......คณะผู้จัดทำ
Current Pageid = 4